ตำนานเพชรรัตน์ - ศิลป์แผ่นดิน

Posted by thai woodcarving


งานไม้แกะสลัก ตำนานเพชรรัตน์

งานแกะสลักไม้ หนึ่งในงาน ช่างสิบหมู่ ซึ่งช่างแกะสลักไม้ ได้แกะลวดลายของไม้ เล่าเรื่องตำนานเพชรรัตน์
ฉากจำหลักไม้ ตั้งประกบด้วยเสาเม็ดทรงมัณฑ์บนม้าไม้ขาคู้ จำหลักลายใบเทศ พื้นฉากจำหลักไม้เรื่อง ตำนานเพชรรัตน์ ความว่าเทพยดาเจ้าทั้งหลาย อีกทั้งฤาษีสิทธิ์ และคนธรรพ์พากันขึ้นเฝ้าพระอิสวร ทูลถามบ่อเกิดแห่งเพชรรัตน์ ทั้ง 9 ประการ พระอิศวรแนะให้ไปถามพระฤาษีอังคต ผู้มีอายุยาวมาแต่ครั้งกฤดียุค พระฤาษีจึงเล่าว่า บรรดาเทพนิกร ฤาษีสิทธิ์พิทยาธรทั้งปวง ประสงค์จะอำนวยเพชรรัตน์ทั้ง 9 จึงทูลให้มเหสักข์นาม มหาพลาสูร สร้างไว้เป็นสวัสดิมงคลแห่งโลกย์ ท้าวจึงบำเพ็ญตบะอยู่ 7 วัน จนสิ้นชีพ อีก 7 วัน ร่างของท้าวเธอจึงแปรสภาพไปเป็นแก้ว 9 ชนิด คือ หัวใจเป็นเพชร และทับทิม นัยน์ตาขวาเป็นแก้วไพฑูรย์ นัยน์ตาซ้ายเป็นแก้วโกเมน ลิ้นเป็นแก้วประพาฬ น้ำเลี้ยงหัวใจเป็นแก้วจันทกานต์

อนึ่งเมื่อท้าวมหาพลาสูรสิ้นชีวิต มีพระยาพาสกินนาคราช สูบโลหิตท้าวจนแห้ง นาคนั้นถูกครุฑจับไป ระหว่างทางสำรอกเลือด เป็นแก้วนาคสวาสติ และมรกฏ น้ำลายเป็นครุฑธิการ

คนในชุมชนบ้านหลุก

Posted by thai woodcarving

ถ้าวิเคราะห์ตรงไปตรงมาบ้านหลุก อดีตเป็นหมู่บ้านเดียวปัจจุบันมี 3 หมู่บ้านของตำบลนาครัว วัฒนธรรมแต่ละกลุ่มไม่เหมือนกันการประกอบอาชีพของครัว เรือนก็แตกต่างกันออกไป การรวมกลุ่มจึงเป็นไปได้ยากในงานด้านแกะสลักของชุมชนมีจุดกำหนิดมาจากวัด เพราะว่าในอดีตมีเจ้าอาวาสองค์หนึ่งชื่อหลวงปู่คำปัน ท่านเป็นพระนักพัฒนามีชื่อเสียงในด้านสิ่งปลูกสร้าง เอาที่มองเห็นใกล้ตัวคนบ้านหลุกคือ สะพานข้ามน้ำจาง พระอุโบสถ วิหาร ศาสนสถานต่างๆในวัด เป็นแหล่งจุดประกายให้คนรอบๆ บริเวณวัดมารวมตัวกันศึกษาเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมของชุมชนเพื่อช่วยกันสรร สร้างสิ่งต่างๆ ตามหลักพระพุทธศาสนาเป็นการเริ่มต้น ดังนั้นการแกะสลักไม้ที่เราเห็นในปัจจุบันเริ่มที่ชุมชนรอบๆวัดนั้นเอง ซึ่งคนยุคนั้นได้ล้มหายตายจากหมดแล้วมาถึงปัจจุบันก็มีแต่รุ่นลูกรุ่นหลาน ศิลปที่ออกมาก็มีลักษณะสมัยนิยมกระจายออกมาโดยการขยายครัวเรือนและนำ ภูมิปัญญานี้ขยายออกไปด้วย สิ่งที่จะปลุกชีวิตทำให้อาชีพการแกะสลักไม้บ้านหลุกคงอยู่และจะให้เป็นที่ รู้จักในวงกว้าง ถ้าจะให้ยั่นยืนจริงๆโดยไม่สุกเอาเผากินแล้วควรวิเคราะห์เชื่อมโยงตั้งแต่ เศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมของชุมชน รวมถึงการสร้างมาตรฐานขั้นพื้นฐานของสินค้าประเภทนั้นๆก่อนเพราะมีความ เลื่อมล้ำอยู่มากและควรมีงบประมาณในการฟื้นฟูอาชีพนี้ให้มากและตรงเป้าหมาย

by comments คนในชุมชนบ้านหลุก

อาชีพไม้แกะสลัก-ผลกระทบทางสุขภาพ

Posted by thai woodcarving

ช่างแกะสลักไม้

ผลกระทบทางสุขภาพอาชีพ ไม้แกะสลัก

กรณีศึกษาบ้านถวาย ตำบลขุนคง อำเภอหางดง จังหวัด เชียงใหม่

Author: นางอุบล สิงห์แก้ว

วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบทางสุขภาพใน 4 มิติ คือ ด้านร่างกาย ด้านจิตใจ ด้านสังคม และด้านวิญญาณของประชาชนจากการประกอบอาชีพ ไม้แกะสลัก บ้านถวาย ตำบล ขุนคง อำเภอ หางดง จังหวัด เชียงใหม่ กลุ่มตัวอย่างในการศึกษา คือผู้ประกอบอาชีพ ไม้แกะสลัก จำนวน 180 คน ประชาชนทั่วไปจำนวน 60 คนโดยการสุ่มตัวอย่างแบบอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือแบบสัมภาษณ์ แนวคำถามการจัดสนทนากลุ่ม การสัมภาษณ์เชิงลึก และแบบสังเกตบริบทชุมชน โดยผ่านการตรวจสอบความตรงของเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่านและนำแบบสัมภาษณ์ไปหาความเชื่อมั่น โดยแบบสัมภาษณ์ผู้ประกอบอาชีพได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.88 ประชาชนทั่วไป ได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.77 รวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง การสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตการสนทนากลุ่ม และการจัดเวทีนำเสนอผลการศึกษา

  1. ผลกระทบทางกายด้านบวก คือการที่ได้ทำงานอยู่ในหมู่บ้านทำให้ลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุในการเดินทางไปทำงาน ผลกระทบด้านลบในกลุ่มตัวอย่างผู้ประกอบอาชีพ ไม้แกะสลัก ได้แก่การเจ็บป่วยในระบบกล้ามเนื้อและโครงร่าง รองลงมาได้แก่อาการปวดศีรษะ เวียนศีรษะ การได้รับบาดเจ็บ หรืออุบัติเหตุจากการทำงานจำนวนมากที่สุด ได้แก่สารเคมีกระเด็นเข้าปาก เข้าตา หรือถูกผิวหนัง รองลงมาได้แก่การถูกสิ่วบาดมือ ในกลุ่มประชาชนทั่วไปได้แก่อาการปวดศีรษะ เวียนศีรษะ รองลงมาได้แก่การเจ็บป่วยในระบบทางเดินหายใจ
  2. ผลกระทบทางจิตใจด้านบวก พบว่าในกลุ่มผู้ประกอบอาชีพ ไม้แกะสลัก มีความพึงพอใจที่ได้ประกอบอาชีพ ไม้แกะสลัก และรู้สึกมีความสุขเมื่อมีรายได้ที่สามารถใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการผลิตสินค้า และใช้จ่ายในครอบครัวอย่างเพียงพอ สำหรับในกลุ่มประชาชนทั่วไปมีความพึงพอใจที่มีการประกอบอาชีพในหมู่บ้าน เนื่องจากทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น ผลกระทบด้านลบพบว่าประชาชนที่ประกอบอาชีพ ไม้แกะสลัก ส่วนใหญ่จะมีความเครียด หรือมีความทุกข์ เนื่องจากรายได้ไม่สมดุลกับรายจ่าย ภาระหนี้สิน รวมทั้งการที่มีโอกาสได้สัมผัสกับสิ่งคุกคามต่างๆ เช่น ฝุ่นละอองไม้ สารเคมี การทำงานด้วยท่าทางเดิมๆ ซ้ำๆ ภาวะเสียงดังจากเครื่องมือ และแสงสว่างจ้าเกินไปในขณะทำงาน สำหรับในกลุ่มประชาชนทั่วไปมีความเครียดเนื่องมาจากที่มีโอกาสได้สัมผัสกับสิ่งคุกคามต่างๆ เช่นฝุ่นละอองไม้ สารเคมี รวมทั้งเสียงดังจากเครื่องมือที่ผู้ประกอบอาชีพใช้ในขณะทำงาน
  3. ผลกระทบทางสังคมด้านบวก พบว่า ในภาพรวมความสัมพันธ์ในระดับครอบครัวชุมชน มีความสัมพันธ์กันดี ไม่ค่อยมีเรื่องขัดแย้งกัน ประชาชนให้ความร่วมมือช่วยงานหมู่บ้านอย่างสม่ำเสมอ มีการรวมกลุ่มให้การช่วยเหลือกัน ผลกระทบด้านลบพบว่าการที่มีคนต่างด้าวเข้ามาทำงาน และอาศัยในหมู่บ้านมากขึ้นทำให้ประชาชนมีความวิตกว่าจะเป็นพาหะนำโรคติดต่อมา และมีความเสี่ยงต่อความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สิน
  4. ผลกระทบทางสังคมทางจิตวิญญาณด้านบวก พบว่าในภาพรวมประชาชนส่วนใหญ่มีความภาคภูมิใจที่ได้ประกอบอาชีพการ แกะสลักไม้ มีการเข้าร่วมทำบุญ ประเพณีต่างๆ มีการเสียสละเพื่อช่วยงานส่วนรวมอย่างสม่ำเสมอ ผลกระทบด้านลบพบว่าวิถีการดำเนินชีวิตของประชาชนเปลี่ยนแปลงไปจากสังคมชนบท ไปสู่สังคมเมืองมากขึ้น ทำให้การแข่งชันในการค้าขายและการดำรงชีวิต ในอนาคตประชาชนอาจมีความเอื้ออาทรต่อกันน้อยลง มีความเห็นแก่ตัวมากขึ้น
  5. ผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม พบว่ามีฝุ่นละออง ขยะต่างๆ รวมทั้งขยะอันตรายเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการจัดเก็บขยะภายในหมู่บ้านยังเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขต่อไป

ผลการศึกษาครั้งนี้สามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ และเอกชนในการนำไปวางแผนในการดูแล และส่งเสริมสุขภาพ เพื่อลดภาวะเสี่ยงต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการประกอบอาชีพ ไม้แกะสลัก

อุึปกรณ์ป้องกัน
อุปกรณ์ป้องกันหู EAR PROTECTION

อุปกรณ์ป้องกันสายตา DEWALT Protector

อุปกรณ์ป้องกันฝุ่นละออง AO Safety Woodworker’s Respirator

เส้นสาย ลายชีวิต ในงานแกะไม้

Posted by thai woodcarving

สล่า วารินทร์ ใจจันทึก

ลีลาศิลป์: เส้นสาย ลายชีวิต…ในงานแกะไม้

source: www.warindesign.com

ชีวิตของสาวผู้รักงานไม้ ถือกำเนิดมาในครอบครัวของช่างทำเฟอร์นิเจอร์ที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยพ่อและตาของเธอทำงานด้านนี้มาก่อนที่เธอจะลืมตาดูโลกเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นจึงไม่ต้องพูดว่าเธอรู้เรื่องงานไม้เหล่านี้มากมายเพียงใด แต่นั่นก็ไม่ใช่จุดที่ทำให้ชีวิตของวารินทร์เปลี่ยนไปเท่ากับวันที่เธอมาเจอ สล่าเพชร วิริยะ ช่างแกะช้าง ที่บ้านจ๊างนัก อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ เพราะผู้ชายคนนี้คือคนที่ทำให้ชีวิตของเธอ ได้เดินตามทางที่ค้นหามานาน…

“ครูเพชร เป็นผู้สร้างตำนานช้างแกะในเมืองไทย ช้างแกะตัวเล็ก ๆ ที่เราเห็นกันจนเต็มเมืองนั้นมีต้นกำเนิดมาจากท่าน การที่ได้เจอครูเพชรเหมือนได้เจอจุดหมายปลายทาง เป็นคำตอบให้กับดิฉันในตลอดระยะเวลา 8 ปีที่ทำงานทางด้านโปรดักดีไซน์ว่า เส้นทางของดิฉันอยู่ตรงไหน เพราะทุกครั้งที่เราทำงานตามสายอาชีพที่เรียนมาคือเฟอร์นิเจอร์ มีบางสิ่งที่บอกดิฉันมาตลอดว่า สิ่งที่ดิฉันอยู่ไม่ใช่สิ่งที่ดิฉันเป็น ดิฉันทึ่งท่านมาก ทั้ง ๆ ที่เป็นช่างพื้นบ้านแต่ดิฉันรู้สึกว่า ท่านเป็นยิ่งกว่า ด็อกเต้อร์ เวลาที่ทำงานแกะสลักช้าง ท่านจะใส่ชีวิต ไปกับทุกชิ้นงานที่ท่านแกะ เมื่อรู้สึกอย่างนี้แล้วก็เลยขอท่านเรียนเลย เพราะว่าเรียนเป็นช่างแกะต้องลึกซึ้ง ต้องเรียนกันอย่างจริงจัง”

งานชิ้นแรกที่ทำเสร็จ คุณแจงบอกว่าเธอใช้เวลาถึง 1 ปีเต็ม เพราะหลังจากที่ตัดสินใจลาออกจากงานประจำมา เธอก็รับงานเป็นฟรีแลนซ์ ใช้เวลาศุกร์-จันทร์ในการเรียนแกะไม้ โดยเดินทางจากกรุงเทพฯถึงเชียงใหม่เป็นเวลา 3 เดือน จากนั้นจึงนั่งรถทัวร์ไป-กลับแทน ส่วนวันอื่นที่เหลือ จะเป็นวันที่เธอรับงานมาทำเพื่อใช้เป็นรายได้ในการดำรงชีวิตของตัวเอง

“ช่วงแรก ๆ งานจะเป็นเรื่องราวของความรัก เพราะตอนนั้นยังมีความรักที่สวยงามอยู่ (หัวเราะ) เวลาที่มีความรู้สึกอะไรที่เด่นๆดิฉันจะจับมาเป็นงานได้หมด นี่เป็นข้อดีของคนทำงานศิลปะ ไม่ว่าจะสุข จะทุกข์ จะสามารถทำออกมาเป็นงานได้ ถ้าปวดร้าวมาก ๆ งานศิลปะก็ยังช่วยบำบัดจิตใจของเราได้ด้วย”

งานของเธอส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องราวของช้าง เรื่องนี้สล่าแจงบอกว่า เธอได้รับอิทธิพลมาจากคุณครูของเธอโดยตรง แต่เมื่อได้เรียนรู้ผ่านไปในระยะหนึ่ง สล่าแจงก็เริ่มค้นพบทางของตัวเองบ้าง ซึ่งนั่นก็คือการเพ้นท์สีลงไปในเนื้อไม้ ด้วยเหตุผลที่ว่า ต้องการให้งานแกะไม้และงานเพ้นท์สีอยู่ด้วย การแกะสลักโดยเทคนิคผสมจึงเกิดขึ้นอย่างไม่ได้ตั้งตัวมากนัก

“ดิฉันชอบทำเรื่องผู้หญิงล้านนา ผู้หญิงที่แต่งกายในชุดพื้นเมือง เพราะตัวเองชอบชุดพื้นเมือง บางทีก็นำสไตล์เสื้อผ้าของตัวเองที่แปลกๆนี่แหละ สเก๊ตลงไปในรูป และดิฉันจะชอบให้ผู้หญิงดูเข้มแข็ง อย่างเช่น ฟันดาบ หรือจะเป็นผู้หญิงรำบ้างก็ได้ แต่ที่สนุกก็คือจะเจอเทคนิคใหม่ ๆ ขณะที่ทำงาน บางภาพเป็นเหมือนกับเราเอาพู่กันจีนมาปาด พอเดินเข้าไปดูจริง ๆ แล้ว มันกลายเป็นเส้นสิ่ว สิ่วหนึ่งตัวให้เส้นออกมาได้หลากหลายแนวมากอย่างไม่น่าเชื่อ ตรงนี้แหละที่สนุก หลัง ๆ ก็จะคลี่คลายมาสู่งาน Abstract เพราะดิฉันจับความรู้สึกได้ชัดขึ้น และพอจับความรู้สึกได้แล้วก็จะนำเสนอออกมาเป็นงาน”

แต่อย่างไรก็ดี ด้วยสภาวะของประเทศไทยเราในตอนนี้ การหาไม้มาแกะไม่ใช่เรื่องง่าย และน่าจะเป็นปัญหาของสล่าไม้โดยตรง เรื่องนี้สล่าแจงบอกว่า เธอได้หาทางออกไว้เรียบร้อย เพราะเธอพบไม้อัดชนิดหนึ่งที่เมื่อนำมาเคลือบผิวด้วยเรซิ่นแล้ว จะสามารถป้องกันความชื้นซึ่งก่อให้เกิดเชื้อราบนเนื้อไม้ได้ อีกทั้งไม้ชนิดนี้ในอนาคตการผลิตจะมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ และเป็นอะไรที่หาง่าย แกะสนุก ไม่มีแนวเสี้ยน ลงสีไม้สวย เพราะฉะนั้นปัญหานี้จึงหมดไป เหลือแต่เพียงทำอย่างไรให้คนหันมาสนใจเรื่องราวงานไม้ และศิลปะมากขึ้นเท่านั้น

ถ้าจะดูงานไม้ให้ได้อรรถรสต้องจับนะ ต้องเอามือสัมผัสงานแกะ เมื่อเราจับไป ขนของไม้จะฟูขึ้นมา จะสากที่มือ และบางชิ้นถูกแกะลงไปลึก คนที่สัมผัสจะรู้ได้ว่า ขณะที่เราทำ เราตั้งใจขนาดไหน บางชิ้นที่ลึกมากก็มีจนมีคนถามว่า งานชิ้นนี้ปั้นหรือเปล่า

งานแกะไม้จึงเป็นงานที่เหนื่อย แลกมาด้วยหลายสิ่ง ถ้าคิดจะทำต้องรักก่อน พอรักแล้วจะเปิดใจรับหมด เวลาที่มันมีปัญหาจะคลี่คลายด้วยดี สังเกตดูว่าสิ่งไหนที่เราไม่รักและเราทำอยู่ แค่ปัญหานิดเดียว จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ แต่สิ่งไหนที่เรารัก เราชื่นชอบ เราพร้อมที่จะลุย ปัญหาใหญ่แค่ไหนก็จะเล็กนิดเดียว ต้องถามใจตัวเองก่อนว่ารักหรือเปล่า หรือว่าเห็นคนทำแล้วเท่จึงอยากทำ”

จากนั้นก็ตามมาด้วยเรื่องของความอดทน เพราะไม่มีทางที่มือของเราจะมีรูปสวยอย่างเช่นแต่ก่อน ความหยาบ ข้อมือโปน คือสิ่งที่ตามมาติด ๆ แต่กระนั้นก็ดี สล่าแจงบอกว่านี่ไม่ใช่ปัญหาสำคัญของคนที่มีใจรักในเนื้อไม้เลย

ปัจจุบัน งานแกะไม้ยังไม่มีหลักสูตรการเรียนการสอนอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ดังที่บอกไว้ว่านี่คือวิชาจากช่างสู่ช่าง สล่า คือภาษาพื้นเมืองของชาวล้านนาที่แปลว่าช่าง ดังนั้นหากแม้นมีใครสนใจก็สามารถหาเรียนได้ เพียงแต่ว่า คุณมีใจรักงานไม้เพียงใดเท่านั้น ถ้าสนใจ บรมครู คำอ้าย เดชดวงตา ซึ่งเป็นครูของสล่าเพชร วิริยะ ก็เปิดสอนอยู่ที่ องค์การป่าไม้เชียงใหม่ หรือค้นหาข้อมูลได้ที่ www.salahlanna.com หรือถ้าสนใจงานแกะไม้ของสล่าแจงก็สามารถเข้าไปชมได้ที่ www.warindesign.com


ผลงาน ไม้แกะสลัก

ช่างแกะสลักล้านนา -สล่า วารินทร์

Posted by thai woodcarving

ช่างแกะสลักล้านนา
ช่างแกะสลักล้านนา -สล่า วารินทร์

เพลินใจกับไม้แกะสลัก

บางคนอาจต้องใช้เงินซื้อความสุข แต่สำหรับดิฉัน ความสุขคือการได้แกะสลักไม้

ดิฉัน เป็นคนเชียงใหม่ และเกิดในบ้านช่าง จึงคุ้นเคยกับเรื่องไม้และเห็นเป็นกิจวัตร พอโตจนเรียนปวช.ก็เลยเลือกวิชาช่างเคหภัณฑ์ (ช่างไม้) ทั้งห้องมีผู้หญิงแค่ 2 คน ส่วนที่เหลือเป็นผู้ชาย พอดีตอนนั้นอาจารย์บุญรัตน์ ณวิชัย ซึ่งเป็นครูผู้สอนเพิ่งจบเพาะช่างมาใหม่ๆก็สอนวิชาหัตถกรรมเครื่องไม้ มีดรออิ้ง มีอะไร คือสอนวิชาช่างไม้ในเชิงศิลปะ เราเรียนก็รู้สึกชอบ ประทับใจ

พอเทอมต่อมาครูก็แจกไม้ชิ้นเล็กๆให้ทุกคน แกะสลักให้ซื้อสิ่วคนละตัว แต่ดิฉันเลือกซื้อสองตัวต่างขนาดกัน เพราะอยากลองทั้งสองแบบ พอแกะก็งานออกมาค่อนข้างดี และตอนทำก็รู้สึกสนุกมากพอทำเสร็จครูก็เอาชิ้นงานของแต่ละคนมาต่อเป็นโคมไฟ ใหญ่ๆ ตอนนี้ครูยังเก็บไว้ กลับไปดูทีไรก็ยังนึกถึง และรู้ว่าชิ้นไหนของเรา แต่พอจบปวช. ก็กระเถิบไปอีกสเตป ไปเรียนทางออกแบบผลิตภัณฑ์เรียนจบก็มาทำงานด้านเครื่องมือวิทยาศาสตร์ในห้อง ปฏิบัติการซึ่งต้องใช้ความรู้ทั้งสองเรื่อง คือทั้งเรื่องเฟอร์นิเจอร์และการออกแบบผลิตภัณฑ์

พอ ทำๆไปรู้สึกขัดแย้งในตัวตลอดเวลา เพราะวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องเหตุผล แต่งานศิลปะเป็นเรื่องความรู้สึก ทำมา 6 ปี การงานเริ่มดี แต่ตัวเองกลับเป็นทุกข์ รู้สึกอยากทำอะไรที่รักบ้าง พอเครียดกับงานวิทยาศาสตร์มากๆ กลับบ้านก็จะชอบนั่งทำงานประดิษฐ์ เพราะสิ่งเหล่านี้เอามาใช้ในงานไม่ได้เลย ก็ไปหาเรื่องเรียนเปเปอร์มาเช่ ปั้นดิน ลงรักปิดทอง ทำเครื่องประดับศิลาภรณ์ อะไรก็ได้ที่ทำให้รู้สึกว่าฉันยังไม่ทั้งตรงนี้ไป พยายามหาอะไรเติมให้ตัวเองตลอด แต่ก็ยังรู้สึกเหมือนค้นไม่พบ

จน ได้กลับบ้านแล้วไปเยี่ยมอาจารย์บุญรัตน์ ครูก็เอางานที่เคยทำสมัยเรียนมาวาง ถามว่าจำได้มั้ย เราก็บอกจำได้ๆ และมองหาชิ้นงานของเรา พออีกวันก็กลับมาบอกครูว่าอยากเรียนแกะสลัก อยากทำอะไรที่เป็นความสุข รู้สึกงานไม้น่าจะเหมาะกับตัวเอง และเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านเหมือนเป็นหน้าที่ที่ต้องสืบสาน ความรู้สึกเหล่านี้มันมาพร้อมๆกัน ก็เลยบอกอาจารย์ว่าช่วยหาครูให้หน่อย

ครู ก็พาไปเยี่ยมบ้านช้างนักของสล่าเพชร เห็นแล้วก็โอย…ใช่เลย เพราะงานของครูเพชรไม่ใช่ทำเพื่อขาย แต่ทุกชิ้นเป็นงานศิลปะที่ทำด้วยใจ วันนั้นก็เลยอยู่กับแกทั้งวัน ดูงานทุกชิ้น ถามทุกอย่าง สุดท้ายขอเรียน แกก็มอง คงเห็นเราเป็นผู้หญิงตัวเล็ก ๆ… แต่เอาวะ ในเมื่อมันเอ่ยปากมา ก็สอน…และแกยังไม่เคยมีผู้หญิงมาขอเรียน ตอนเรียนก็ไม่คิดว่าจะจริงจัง คิดแค่… เออเราชอบเรียนรู้พอทำไปแล้วตอนที่ได้ตอกสิ่วลงไปบนเนื้อไม้เนี่ยมันให้ความ รู้สึกเยอะมาก รู้สึกเหมือนเราได้ชนะอะไรหลายๆอย่าง อย่างน้อยก็ชนะใจตัวเองที่คิดว่าจะเริ่มทำตรงนี้

ความที่ครูเพชรเป็นสล่าที่ชอบแกะช้าง งานชิ้นแรกของเราครูก็ให้แกะเป็นช้างตัวผู้ตัวเมียคู่กัน กลัวเราท้อแกก็ให้เลือกไม้นิ่มๆที่ไม่มีเสี้ยน ก็มาสรุปเป็นไม้ชนิดนี้ (ไม้อัด) จากนั้นก็ลองลงสี งานครูส่วนหนึ่งจะย้อมมะเกลือเป็นสีธรรมชาติ เพราะครูมีงานเชิงนูนต่ำเหมือนกัน เราก็ขอว่า ขอใส่สีอื่นๆได้มั้ย เพราะมีความรู้เรื่องสีที่เคยใช้ในงานเฟอร์นิเจอร์ พอลองทำก็เริ่มมีสไตล์ของตัวเอง

ดิฉันแกะมา 3 ปีแล้ว ช่วงปีแรกๆทุกวันศุกร์จะขับรถจากกรุงเทพฯขึ้นเชียงใหม่ พอวันเสาร์-อาทิตย์ก็ไปขลุกอยู่บ้านช้างนักของครูเพชร ทำงานเสร็จก็ฝากไว้ที่นั่น วันจันทร์ก็ขับรถกลับมาทำงาน ทำอย่างนี้อยู่ 2-3 เดือน ครูก็ยอมแพ้ใจ จนเดี๋ยวนี้ก็ยังไป แม้จะไม่ถี่เหมือนเมื่อก่อน

งาน แกะสลักส่วนใหญ่ของดิฉันเป็นงานนูนต่ำ แรกๆก็แกะช้างโดยดูจากรูปถ่าย หรือแกะตามงานของอาจารย์ จนมีโอกาสได้ไปร่วมแสดงงานนิทรรศการ ศิลปะจากปลายงวง ที่ปางช้างแม่สา ซึ่งเขาคัดเลือกจากคนที่ทำศิลปะเกี่ยวกับช้าง ให้ส่งงานคนละ 1 ชิ้น ดิฉันก็เลยทำเรื่องช้างในห้วงฮัก เป็นเรื่องความรักของคนนี่ละค่ะ แต่สื่อออกมาเป็นรูปช้าง 2 ตัว ที่แสดงออกถึงความจงรักภักดี ความผูกพัน ความสุขสันต์ และความอบอุ่น

การร่วมนิทรรศการใน ครั้งนี้ ทำให้ต้องทำงานกับช้างจริงๆ โดยเขาจะแยกเป็นโซนศิลปะจากคน และโซนศิลปะจากช้าง แต่ช้างทำงานด้วยตัวเองไม่ได้ เราต้องร่วมมือกับเขาในการเลือกสี แปรง หรือ เลือกลายเส้น การได้ขลุกอยู่กับช้างในช่วงนั้นทำให้เกิดความประทับใจ แรกๆเขาให้ลองทำกับช้างทั้ง 6 เชือก แต่ที่ประทับใจที่สุดคือ ช้างสีดอ ตัวผู้ไม่มีงาที่ชื่อ กองคำ

คนจะบอกกันว่ากองคำเป็น ช้างดื้อ แต่ดิฉันว่าเขาเป็นช้างอายุ 6 ขวบที่มีเสน่ห์ ไม่ดื้อแต่ซน เขาเป็นช้างที่คิดเองได้ ตัดสินใจอะไรเพิ่มเติมจากที่ควาญสั่งได้ อย่างปกติเราจะเห็นช้างสวัสดีหรือหมอบเพราะควาญสั่ง แต่เจ้ากองเนี่ย ชอบทำนอกเหนือประเด็นที่ควาญสั่ง หรืออย่างตอนเขียนรูปก็นอนเขียนอยู่ตัวเดียวในขณะที่ตัวอื่นนั่งเขียน บางตัวเกร็งมาก แต่กองคำไม่ นอนเขียนสบาย เวลาเล่นกับดิฉันเขาจะเอางวงมาสอดที่แขน และโหนตัวเราขึ้นไป สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ พอวางลงก็ส่งเสียงร้องดีใจ

ดิฉันจึงได้ไอเดียจากเขาเยอะมาก มีวันหนึ่งขลุกอยู่กับเขามากๆจะรู้สึกทำไมวันนี้เรามีความสุขจัง กลับมานั่งร่างงานได้ตั้ง 6 ชิ้นในคืนเดียว ปกติขั้นตอนที่ยากที่สุดคือการคิดว่าจะทำอะไร เป็นช่วงที่ช้าที่สุด แต่พอคิดได้มันจะไหล แต่คืนนั้นมาพร้อมกัน 6 ชิ้น แต่เพิ่งแกะไปได้ 3 แสดงว่าเราต้องมีความประทับใจถึงสเกตซ์ออกมาได้เยอะขนาดนี้ และภาพที่ออกมาก็จะเป็นภาพช้างที่มีความสุข เป็นภาพช้างม่วน ช้างเริง (รื่นเริง) และอื่นๆ

มาระยะหลังๆเริ่มแกะรูปผู้หญิง ด้วย อย่างผู้หญิงรำดาบ ฯลฯ และบางขณะที่นั่งแกะสลักไม้จะรู้สึกสะใจเหมือนได้พิสูจน์ว่าผู้หญิงก็ทำ อย่างนี้ได้ และมีคนยอมรับชื่นชม ทั้งยังเป็นงานที่ทำให้ได้ออกกำลัง เวลาลงไม้จริงตัวจะเปียก เหงื่อออกเต็มตัว รู้สึกสบายตัว สดชื่น เมื่อก่อนต้องไปแอโรบิก เดี๋ยวนี้ไม่ต้อง เวลาทำจะนิ่ง บางทีลืมเวลา พอหันมามองนาฬิกาอีกที โอ๊ยตีสาม พอ…นอนได้แล้ว มันเพลิน และดิฉันชอบไปปฏิบัติธรรม เวลาทำตรงนี้ก็จะกำหนดลมหายใจตามไปด้วย แกหนอ…แกะหนอ…เป็นการฝึกสมาธิที่ดีค่ะ

ทุกขั้นตอนของการทำงานจึงมีความสุข แค่เริ่มคิดเออ…วันนี้ฉันไปเจอเรื่องนี้มา อยากทำ นั่งร่างภาพ แค่นั่งคิดก็สุขแล้ว อย่างไปโรงเรียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา เจอน้องๆรำขันดอก ประทับใจมาก รู้สึกเด็กยุคใหม่ไม่ใช่จะถูกกลืนทั้งหมด เด็กที่นั่นยังรักบ้านเกิด มีการอนุรักษ์ เด็กวัยรุ่นมาเรียนฟ้อนรำ ถูกใจ ทึ่ง ก็ถ่ายรูปกลับมานั่งดูเลยทำออกมาเป็นงาน นั่งร่างจากรูป ปรับใส่เสื้อผ้าแบบคนเมืองเหนือ เพราะตอนมาซ้อมน้องเขาไม่ได้ใส่ ก็เอาหนังสือมาดูว่าคนเมืองเหนือเขาแต่งตัวอย่างนี้ เกล้าผมอย่างนี้ ใส่ตุ้มหูอย่างนี้ จับผสมผสานทำออกมาเป็นงานแกะเสร็จแล้วก็รู้สึกภูมิใจเหมือนได้ตอบแทนคุณแผ่น ดิน ได้สืบสานวัฒนธรรมล้านนา ได้ถ่ายทอดให้คนเห็นว่า วัฒนธรรมเก่าๆของบ้านเรามีค่า และเอามาผสมผสานให้เป็นงานสมัยใหม่ก็ได้

ตอนนี้รู้สึกเหมือนหาตัวเองเจอแล้ว รู้แล้วว่าทำงานนี้แล้วมีความสุข

source: www.warindesign.com


Page 1 of 212»