ช่างสิบหมู่

Posted by สยามไม้แกะสลัก thai woodcarving

ช่าง สิบหมู่ ข้อมูลจาก การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย, สถาบันศิลปกรรม กรมศิลปากร 

     กรมช่างสิบหมู่ หรือเรียกสั้นๆว่า ช่างสิบหมู่ เป็นส่วนราชการที่มีหน้าที่ และภาระโดยตรงในการสร้างสรรค์งานศิลปกรรมประเภทต่างๆ อาทิ ประเภทวิจิตรศิลป มัณฑนศิลป ประณีตศิลป เป็นต้น เพื่อบริการแก่ราชการในส่วนพระองค์สมเด็จพระมหากษัตริย์ เช่น การสร้างเครื่องราชูปโภค พระราชพาหนะ พระราชมณเฑียรสถาน สำหรับสมเด็จพระมหากษัตริย์ และพระราชวงศ์ รวมทั้งปูชนียสถาน ปูชนียวัตถุ ศาสนสถาน และสังฆภัณฑ์ โดยที่งานช่างสิบหมู่เป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติ

 

   “ช่างสิบหมู่” ตามพจนานุกรมศัพท์ศิลปกรรม ฉบับราชบัณฑิตย สถาน อธิบายคำนี้ว่า คือชื่อช่างหลวง ซึ่ง สมเด็จพระบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ทรงมีลายพระหัตถ์ประทาน พระยาอนุมานราชธน ลงวันที่ 31 ส.ค. 2479 ในหนังสือบันทึกเรื่องราวความรู้ต่าง ๆ ว่า…ช่างสิบหมู่เป็นแต่ชื่อกรมที่รวบรวมช่างได้มี 10 หมู่ด้วยกัน ไม่ใช่ช่างในบ้านเมืองมีแต่สิบอย่างเท่านั้น แต่ที่เรียกว่าช่างสิบหมู่ก็เพื่อต้องการรวบรวมช่างที่เป็นส่วน สำคัญไว้ก่อนเพียง 10 หมู่ แล้วภายหลังคิดเพิ่มเติมหรือแยกแขนงออกไปอีกตามลักษณะของงาน
 
หากดูตามบัญชีช่างที่ขึ้นทำเนียบเป็นช่างหลวง มีดังนี้…ช่างเลื่อย ช่างก่อ ช่างดอกไม้เพลิง ช่างไม้สำเภา ช่างปืน ช่างสนะจีน ช่างสนะไทย ช่างขุนพราหมณ์เทศ ช่างรัก ช่างมุก ช่างปากไม้ ช่างเรือ ช่างทำรุ ช่างเขียน ช่างแกะ ช่างสลัก ช่างกลึง ช่างหล่อ ช่างปั้น ช่างหุ่น ช่างบุ ช่างปูน ช่างหุงกระจก ช่างประดับกระจก ช่างหยก ช่างชาดสีมุก ช่างต่อกำปั่น และช่างทอง
 
และในบันทึก พระองค์เจ้าประดิษฐ์วรการ ผู้ควบคุมช่างสิบหมู่ใน สมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงจำแนกไว้ดังนี้…1.หมู่ช่างเขียน ประกอบด้วย ช่างเขียน ช่างปิดทอง 2.หมู่ช่างแกะ มีทั้งช่างแกะตรา ช่างแกะลาย ช่างแกะพระหรือภาพ 3.หมู่ช่างหุ่น มีช่างไม้ ช่างไม้สูง ช่างเลื่อย ช่างปากไม้ 4.หมู่ช่างปั้น มีช่างขี้ผึ้ง ช่างปั้น ช่างขึ้นรูป 5.หมู่ช่างปูน มีช่างปั้น ช่างปูนก่อ ช่างปูนลาย ช่างปั้นปูน 6.หมู่ช่างรัก มีช่างลงรัก ช่างปิดทอง ช่างประดับกระจก ช่างมุก 7.หมู่ช่างบุ เป็นช่างเดี่ยว 8.หมู่ช่างกลึง มีช่างไม้ 9.หมู่ช่างสลัก มีช่างฉลุ ช่างกระดาษ ช่างหยวก ช่างเครื่องสด 10.หมู่ช่างหล่อ มีช่างหุ่นดิน ช่างขี้ผึ้ง ช่างผสมโลหะ
 
ขณะที่เมื่อนำข้อมูลข้างต้นมาเทียบกับข้อมูลในหนังสือช่างสิบหมู่ ซึ่งจัดพิมพ์เมื่อปี 2540 โดยการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย ได้ลำดับงานของช่างสิบหมู่เดิมที่มีมาแต่ในอดีตว่า…งานของช่างสิบหมู่ที่ปรากฏชัดเจนนั้นคือ…1.ช่างเขียน 2.ช่างปั้น 3.ช่างแกะ 4.ช่างสลัก 5.ช่างหล่อ 6.ช่างกลึง 7.ช่างหุ่น 8.ช่างรัก (ลงรักปิดทอง) 9.ช่างบุ 10.ช่างปูน ก็ใกล้เคียงกับข้อมูลดังที่ปรากฏเดิม
 
ที่สำคัญ ในหนังสือเล่มดังกล่าวยังอธิบายที่มาที่ไปของคำว่า “ช่างสิบหมู่” ที่ศึกษารวบรวมจากเอกสารต่าง ๆ ไว้อย่างน่าสนใจ กล่าวคือ…ในส่วนราชการแต่ละส่วนที่เรียกว่า “กรม” แต่ละสมัยนั้น มีส่วนราชการหนึ่งชื่อว่า “กรมช่างสิบหมู่” รวมอยู่ด้วย ส่วนราชการนี้เป็นที่ทราบกันโดยประเพณีสืบๆ กันมาว่า “เป็นส่วนที่รวบรวมบรรดาบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ และฝีมือช่างศิลปะประเภทต่าง ๆ ที่มีอยู่ในบ้านเมือง” เข้ามารับสนองราชการ ประจำ จึงได้รับการขนานนามมาแต่เดิมว่ากรมช่างสิบหมู่
 
และแม้จะไม่มีหลักฐานยืนยันความเป็นมา ไม่ปรากฏว่าได้รับการบันทึกเป็นเอกสาร แต่ก็มักจะมีอยู่ในเรื่องแทรกในพระราชพงศาวดารต่างๆ มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และมีบันทึกปรากฏชัดเจนในสมัยรัตนโกสินทร์
 
ช่างสิบหมู่มีหน้าที่โดยตรงในการสร้างสรรค์งานศิลปกรรมต่างๆ ทั้ง ประณีตศิลป วิจิตรศิลป มัณฑนศิลป แก่ราชการในส่วนพระองค์ อาทิ เครื่องราชูปโภค พระราชพาหนะ พระราชมณเฑียรสถาน เป็นต้น
 
นอกจากนี้ กับต้นกำเนิดของคำว่า “ช่างสิบหมู่” ในหนังสือเรื่องพระประวัติ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ กล่าวถึงคำนี้ไว้ว่า…เป็นคำที่เลื่อนมาแต่คำว่า “ช่างสิปป” เป็นภาษาบาลีมีความหมายนัยเดียวกับคำว่าศิลปะ และในภาษาสันสกฤตหมายถึงฝีมือทางการช่าง แต่คนไทยพูดประหยัด คำกันมาก หรือไม่ก็ออกเสียงไม่คล่องลิ้น คำว่าสิปปก็หดสั้นลงเป็นสิป ช่าง สิปปก็หดสั้นเป็นช่างสิป นานเข้าก็ค่อย ๆ ห่างไกลความเข้าใจและเปลี่ยนรูปกลายเป็น “จำนวนนับ 10” และภายหลังก็มีการเติมคำว่า “หมู่” ต่อท้าย ก็เลยกลายเป็นคำว่า “ช่างสิบหมู่”
 
ในแวดวงศิลปะถือว่าช่างสิบหมู่เป็นสถาบันทางการช่างศิลปกรรม แบบไทยประเพณีสถาบันหนึ่ง บุคคลที่มีความสามารถและฝีมือเป็นช่างในสถาบันนี้ จัดเป็นช่างหลวง และเป็นข้าราชการในราชการของราชสำนักในสมัยที่ไทยยังปกครองด้วยระบบราชาธิปไตย
 
ยุคปัจจุบัน หน่วยงานสำคัญหน่วยงานนี้ได้เปลี่ยนแปลงเป็นส่วนราชการในรูปของ “สำนักช่างสิบหมู่” สังกัดกรมศิลปากร โดยมีภารกิจหลักที่สำคัญทางด้านศิลปกรรมไทย มีหน่วยงาน 5 กลุ่มและฝ่าย ดังนี้…กลุ่มประณีตศิลป์และการช่างไทย (กปช.), กลุ่มจิตรกรรมศิลปะประยุกต์และลายรดน้ำ (กจศ.), กลุ่มประติมากรรมและช่างปูนปั้น (กปป.), กลุ่มวิชาการด้านช่างศิลปะไทย (กวศ.) และฝ่ายบริหารงานทั่วไป (ฝบห.)


กลุ่มช่างสิบหมู่ในปัจจุบัน ปฏิบัติภาระกิจในสายงานช่างประณีตศิลปกรรมด้านช่างสิบหมู่ของไทยโบราณ ถึงจะได้รับการถ่ายทอดความรู้ความสามารถด้านช่างจากช่างในยุคกรมช่างสิบหมู่เดิมได้น้อยมาก ( ยังคงมีช่างที่เป็นลูกศิตย์ของครูช่างโบราณที่ถ่ายทอดให้รุ่นน้องเหลืออยู่บ้างในช่วง ยี่สิบปีที่ผ่านมา ได้แก่ลูกศิตย์ของ ศาสตราจารย์ พระพรหมณ์พิจิตร อจ.พระเทวาพินิมมิตร และ อจ.หลวงพิศาลศิลปกรรม เป็นต้น ) แต่งานช่างสิบหมู่ปัจจุบันก็ไม่สามารถครอบคลุมงานช่างได้ทุกสาขาที่มีมาแต่โบราณได้ และการจัดหมวดหมู่ก็เป็นไปตามความเหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจ การเมือง การปกครองของชาติ ซึ่งผู้บริหารในแต่ละยุคจะเห็นสมควร
สำหรับช่างสิบหมู่ในปัจจุบัน มีสถานะภาพเป็น กลุ่มงานช่างสิบหมู่ ในสังกัดสำนักสถาปัตยกรรมและหัตถศิลป์ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม (พ.ศ.๒๕๔๕) กลุ่มช่างสิบหมู่มีภาระกิจดังต่อไปนี้
๑.ปฏิบัติงานด้านสร้างสรรค์งานประณีตศิลปกรรมด้านช่างสิบหมู่เพื่ออนุรักษ์และพัฒนาศิลปกรรมด้านนี้
๒. ปฏิบัติงานซ่อมอนุรักษ์ศิลปวัตถุที่ต้องใช้กระบวนการช่างลักษณะช่างสิบหมู่ เพื่ออนุรักษ์ศิลปกรรมอันมีค่าของชาติให้คงอยู่สืบไป
๓. ค้นคว้า วิเคราะห์ วิจัย รวบรวม จัดทำเอกสารทางวิชาการหรือสื่อทางเทคโนโลยีสารสนเทศเกี่ยวกับศิลปกรรมด้านช่างสิบหมู่เพื่อเผยแพร่และสืบทอดศิลปกรรมด้านนี้
๔. ออกแบบ - เขียนแบบด้านประณีตศิลปกรรมด้านช่างสิบหมู่เพื่อปฏิบัติการด้านช่างสิบหมู่ในลักษณะต่าง ๆ และเมื่อมีหน่วยงานภายนอกขอมาโดยความเห็นชอบของผู้บังคับบัญชา
๕. จัดสาธิตและบรรยาย อธิบาย ช่วยสอนพิเศษรายวิชา ด้านประณีตศิลปกรรมด้านช่างสิบหมู่เพื่อเผยแพร่และสืบทอดศิลปกรรมด้านนี้

กลุ่มช่างสิบหมู่ในปัจจุบันประกอบด้วยกลุ่มงานช่างในสังกัด ๕ กลุ่มงาน
และ ศูนย์ศิลปะและการช่างไทย หนึ่งศูนย์ (พ.ศ. ๒๕๔๖) ดังรายละเอียดต่อไปนี้
๑. กลุ่มงานช่างเขียนและช่างลายรดน้ำ
ปฏิบัติงานด้านช่างเขียนลาย – เขียนแบบสำหรับงานช่างสิบหมู่สาขาต่าง ๆ , งานเขียนน้ำกาว และด้านช่างลายรดน้ำ
๒. กลุ่มงานช่างแกะสลักและช่างไม้ประณีต
ปฏิบัติด้านการขึ้นหุ่นโครงสร้างด้วยไม้ประเภทต่าง ๆ (ช่างไม้สูง) และด้านช่างแกะสลักไม้และวัตถุอื่น ๆ
๓. กลุ่มงานช่างประดับกระจกและช่างปิดทอง
ปฏิบัติงานด้านช่างประดับกระจกและลงรักปิดทอง และงานผ้าลายทองแผ่ลวด
๔. กลุ่มงานช่างโลหะและช่างศิราภรณ์
ปฏิบัติงานด้านงานช่างโลหะประณีต – โลหะประดิษฐ์ และงานสร้างหัวโขน
๕ กลุ่มงานช่างปั้นหุ่นช่างปั้นลายและช่างมุก
ปฏิบัติงานด้านช่างปั้นปูนสด และ ด้านงานช่างประดับมุก
๖. ศูนย์ศิลปะและการช่างไทย

งานช่างลายรดน้ำ

Posted by สยามไม้แกะสลัก thai woodcarving

งานช่างลายรดน้ำ

 หีบลายทองรดน้ำ เรื่องทรพีจับทรพา อยู่ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร กรุงเทพมหานคร

ฉลอง ฉัตรมงคล
นักวิชาการช่างศิลป์ ๘ว.

งานช่างลายรดน้ำ เป็นงานประณีตศิลป์ด้านตกแต่ง อย่างหนึ่งซึ่งมีรูปแบบ และการทำสืบเนื่องกันมาแต่โบราณ จัด เป็นงานช่างศิลป์ ประเภทหนึ่งซึ่งรวมอยู่ในช่างรักอันเป็นช่างหมู่ หนึ่งในบรรดาช่างหลวง หรือช่างประจำราชสำนักซึ่งเรียกกันว่า “ช่างสิบหมู่”

ลายรดน้ำ หมายถึง การเขียนลวดลาย หรือรูปภาพให้ ปรากฏเป็นลายทองด้วยวิธีปิดทองแล้วเอาน้ำรด จัดเป็นงาน ประณีตศิลป์ที่มีความสำคัญมาก สำหรับตกแต่งสิ่งของ เครื่องใช้ และเครื่องประดับของขาวบ้านธรรมดา เครื่องใช้ในพระพุทธ ศาสนา ตลอดไปจนถึงในส่วนที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ โดยใช้ ตกแต่งตั้งแต่สิ่งของที่มีขนาดเล็กขึ้นไปจนถึงประดับตกแต่งผนัง ห้องที่มีขนาดใหญ่ อันหมายถึงตกแต่งตั้งแต่เนื้อที่ไม่กี่ตารางนิ้ว ไปจนถึงเนื้อที่หลายร้อยตารางฟุตให้วิจิตรงดงาม สรุปโดยย่อลาย รดน้ำก็คือลายทองที่ล้างด้วยน้ำ

การเขียนลวดลายหรือรูปภาพ ประเภทลายรดน้ำนี้ คงจะมีมาแต่ครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีในสมัย นั้นได้มีการติดต่อค้าขายกับจีน และโดยเหตุที่ชาวจีนเป็นชาติแรกที่รู้จักการใช้รู้ก่อนชาติอื่น จึงทำให้เชื่อได้ว่าไทย เราคงได้รับการถ่ายทอดถึงวิธีการต่างๆ ในการใช้รักรวมไปถึงกรรมวิธีในการทำลายรดน้ำ มาแต่ครั้งสุโขทัยนั้นเอง

งานประเภทลายรดน้ำนี้ คงแพร่หลายและเป็นที่นิยมเรื่อยมาจนถึงสมัยอยุธยา และต่อมาจนถึงสมัย รัตนโกสินทร์ ดังปรากฏศิลปะโบราณวัตถุที่ตกทอดมาได้แก่ ตู้พระธรรม เครื่องใช้สอย เครื่องครุภัณฑ์ ได้แก่ หีบต่างๆ ไม้ประกับหน้าคัมภีร์ พานแว่นฟ้า โตก ตะลุ่ม ฝา บานตู้ ฉากลับแล ฝาผนัง บานประตูหน้าต่าง เป็นต้น จะเห็นได้ว่างานช่างลายรดน้ำของไทยนั้นมีคุณค่าทางด้านศิลปะอันมีลักษณะโดยเฉพาะ และเป็นแบบอย่างของ ศิลปะไทยมาแต่โบราณ แม้ว่างานส่วนใหญ่จะเน้นหนักไปในด้านที่เกี่ยวกับศาสนา และพระมหากษัตริย์ ก็ยังมีอีก ไม่น้อยที่เกิดจากชาวบ้านธรรมดา เพื่อใช้เป็นเครื่องประดับตกแต่งบ้านเรือน และเป็นที่เชิดหน้าชูตาแห่งตน

ลักษณะพิเศษของลายรดน้ำ

ช่างลายรดน้ำ

ตู้ลายรดน้ำ รูปเทพารักษ์ ประทับยืนบนนาคบัลลังก์ ประกอบด้วยลายช่อกนก และช่อดอกไม้ ฝีมือช่างสมัยอยุธยา อยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร กรุงเทพมหานคร

ลักษณะพิเศษของลายรดน้ำ คือ มีกรรมวิธีในการ เขียนผิดแผกแตกต่างไปจากงานจิตรกรรมทั่วไป ที่ใช้สีหลายสี หรือแม้แต่งานจิตรกรรมประเภทเอกรงค์เองก็ตาม ที่เป็นเช่นนี้ เพราะการเขียนลายรดน้ำ ใช้น้ำยาหรดาลเขียนบนพื้นซึ่งทาด้วย ยางที่ได้จากต้นรัก เมื่อเขียนเสร็จแล้วจึงเช็ดรัก ปิดทองแล้วเอา น้ำรดน้ำยาหรดาลที่เขียน เมื่อถูกน้ำก็จะหลุดออก ส่วนที่เป็นลวด ลายทองก็ติดอยู่ ทำให้ลวดลายหรือรูปภาพที่ปรากฏ หลังการรด น้ำเป็นสีทองเพียงสีเดียว บนพื้นสีดำหรือสีแดง

 นอกจากกรรมวิธี การเขียนที่แตกต่างกันแล้ว กรรมวิธี ในการทำพื้นหรือ เตรียมพื้นก็ยังแตกต่างกันอีก กล่าวคือในการ เขียนลายรดน้ำ ไม่ว่าจะเขียนบนพื้นหรือวัสดุชนิดใดก็ตาม พื้น หรือวัสดุนั้นจะต้องทาด้วยยางรัก ๒ ถึง ๓ ครั้งเสียก่อน จึงจะลง มือเขียนด้วยน้ำยาหรดาล

ส่วนที่ว่าจะงดงาม หรือมีคุณค่ามากน้อยเพียงใดนั้นอยู่ที่แบบลวดลายที่ถูกต้องสมบูรณ์ มีความ ประสานกลมกลืนกัน อันเป็นลักษณะพิเศษโดยเฉพาะของศิลปะไทย องค์ประกอบของภาพโดยทั่วไป ความหรูหรา ตลอดจนความสวยงามของลวดลายจะอยู่ที่ภาพแสดงความเป็นอยู่ของสัตว์ ปะปนอยู่ทั่วไปในระหว่างพืชพันธุ์ไม้ ภาพสัตว์เล็กๆ ซึ่งมักเขียนให้มีลักษณะเป็นจริงตามธรรมชาติมากกว่าภาพสัตว์ใหญ่ สิ่งที่สำคัญอยู่ที่ชีวิตของ สัตว์แต่ละตัว จะต้องให้ความรู้สึกเป็นจริงตามสภาพของสัตว์เมืองร้อน อันมีชีวิตเกี่ยวข้องอยู่กับพันธุ์พฤกษชาติ ต่างๆ ที่มีอยู่ทั่วไป ช่างผู้เขียน หรือศิลปินจะต้องมีความรู้ความเข้าใจอย่างดี จึงจะสามารถถ่ายทอดลักษณะ พิเศษโดยเฉพาะของสัตว์นั้นๆ ออกมาได้โดยให้ความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติจริงๆ

 นอกจากจะมีความประสานกลมกลืนกันเป็นอย่างดีแล้ว ยังจะต้องมีความถ่วงกันอย่างพอเหมาะพอดี ของน้ำหนักอันเกิดจากความอ่อน และแก่ภายในภาพนั้นๆ ด้วยน้ำหนักอ่อนแก่ดังกล่าวเกิดจากสีดำของรัก และ ความสว่างของทองคำเปลว ถ้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมีมากจนข่มอีกฝ่ายหนึ่ง ก็จะเกิดความขัดแย้งไม่ประสานกันขึ้น ทำให้ความสวยงามของภาพลดน้อยลง

 ลักษณะพิเศษที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งถือเป็นหัวใจของการสร้างงานประเภทลายรดน้ำที่ขาดเสีย มิได้ก็คือ  ตัวช่างหรือศิลปินจะต้องทำงานด้วยใจที่รัก มีความสามารถทำงานด้วยความประณีต บรรจงละเอียดรอบ คอบ ประกอบกับมีทักษะในด้านฝีมือเป็นสำคัญ รวมทั้งต้องมีความรู้ในเรื่องที่เกี่ยวกับลวดลายตลอดจนแม่บท ต่างๆ ของลายไทยเป็นอย่างดี ซึ่งสิ่งต่างๆ ดังที่ได้กล่าวมานี้ คือ องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ช่างหรือศิลปิน สามารถปฏิบัติงานได้อย่างได้ผล และมีประสิทธิภาพ

งานช่างลายรดน้ำ

Posted by สยามไม้แกะสลัก thai woodcarving

ลายรดน้ำ

สถาบันศิลปกร กรมศิลปากร
ส่วนช่างสิบหมู่

ลายรดน้ำ หมายถึง ลวดลายหรือภาพรวมไปถึงภาพประกอบลายต่างๆที่ปิดด้วยทองคำเปลวบนพื้นรัก โดยลวดลายหรือภาพลายทองที่ปรากฎสำเร็จในขั้นสุดท้ายด้วยการเอาน้ำรด
   กล่าวโดยย่อ “ลายรดน้ำ” คือ ลายทองที่ล้างด้วยน้ำ ลายรดน้ำ จัดเป็นงานประณีตศิลป์ ประเภทการตกแต่งประเภทหนึ่ง

กรรมวิธีในการสร้างลายรดน้ำ 
 
  การสร้างงานลายรดน้ำแต่ละชิ้น ประกอบด้วยขั้นตอนต่างๆ ดังต่อไปนี้
   ขั้นตอนที่ 1 การออกแบบและเขียนแบบ ร่างแบบตัวภาพและลายที่จะเขียนลงบนกระดาษร่างเสียก่อน โดยร่างแต่เพียงเค้าโครงให้ได้รูปที่สวยงามถูกต้อง โดยไม่จำเป็นต้องลงลายละเอียดให้มากจนเกินไป
   ขั้นตอนที่ 2 การทำแบบปรุ นำแบบหรือลวดลายที่ร่างไว้แล้ว ไปทำแบบปรุโดยใช้กระดาษไขปิดทับไปบนแบบที่ร่างไว้ 1 แผ่น ที่เหลือประมาณ 3-4 แผ่น วางซ้อนด้านล่างไว้แล้วยึดด้วยแม็กเย็บกระดาษกันเลื่อน ทำการปรุโดยใช้เข็มปรุ
   ขั้นตอนที่ 3 การเตรียมพื้นวัสดุ ใช้ไม้อัดขนาด 6 มม. ตัดให้ได้ขนาดกับแบบที่ร่างไว้ หรือจะใช้วัสดุอื่นใดก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นพลาสติก กระเบื้อง หรือโลหะ ฯลฯ ที่ทารักได้นำมาขัดด้วยกระดาษทรายน้ำ แล้วลงรักสมุก หรือ
สีโป๊วแห้งเร็วทิ้งให้แห้งแล้วขัดเรียบ
   ขั้นตอนที่ 4 การลงรักน้ำเกลี้ยง นำพื้นที่ขัดไว้ดีแล้วไปลงรักน้ำเกลี้ยงสัก 3 ครั้ง โดยแต่ละครั้งต้องรอให้รักที่ลงแห้งสนิทเสียก่อน จึงขัดแล้วลงรักซ้ำลงไป ทำเช่นนี้จนครบ 3 ครั้งเป็นอย่างน้อย แล้วทำการเข็ดรักชักเงาพื้น นำไปบ่มเก็บในที่ที่ไม่มีฝุ่นละออง
   ขั้นตอนที่ 5 ล้างทำความสะอาดพื้นรัก นำพื้นรักที่เตรียมไว้ดีแล้วไปทำความสะอาดโดยใช้ดินสอพองผสมน้ำแต่น้อย ทำความสะอาดพื้นรักให้หมดคราบความสกปรกต่างๆ
   ขั้นตอนที่ 6 ลูบฝุ่นโรยแบบ เอาแบบปรุที่เตรียมไว้มาลูบด้วยลูกประคบฝุ่นดินสอพองเผาไฟลงไปบนพื้นรักที่ล้างทำความสะอาดไว้แล้วจนปรากฎภาพหรือลายบนพื้นรัก
   ขั้นตอนที่ 7 เขียนด้วยน้ำยาหรดาล (ใช้สีโปสเตอร์แทนได้ แต่คุณภาพไม่เทียบเท่า) ใช้พู่กันชนิดพิเศษจุ่มลงในโกร่งน้ำยาหรดาลที่เตรียมไว้ แล้วเขียนไปตามแบบภาพหรือลายที่ปรากฎบนพื้นจนแล้วเสร็จ
   ขั้นตอนที่ 8 การเช็ดรัก นำรักเช็ด เช็ดลงบนพื้นภาพหรือลายที่เขียนเสร็จแล้วโดยเช็ดให้ทั่วทั้งภาพ แล้วถอนออกโดยใช้สำลีถอนรักเช็ดให้เหลือน้อยที่สุด พอใช้หลังมือแตะแล้วรู้สึกได้ว่ายังมีความเหนียวอยู่
   ขั้นตอนที่ 9 การปิดทอง ใช้ทองคำเปลวคัด100%อย่างดีสีเดียวกันปิดทับลงไปโดยให้เกยกันประมาณ 2 มม. จนทั่วทั้งภาพ แล้วใช้มือกวดทองให้เรียบเป็นเนื้อเดียวกัน
   ขั้นตอนที่ 10 การรดน้ำ นำภาพหรือลายที่ปิดทองเรียบร้อยแล้ว ไปล้างหรือรดด้วยน้ำสะอาดล้างน้ำยาหรดาลออกให้หมดแล้วเช็ดให้เรียบร้อยสวยงาม
   ขั้นตอนที่ 11 การซ่อมลายที่ชำรุด กรณีที่ล้างหรือรดด้วยน้ำแล้ว มีบางตอนชำรุดทองหลุดลอกออกต้องทำการเขียนซ่อมโดยทำความสะอาดบริเวณที่จะซ่อมด้วยดินสอพองผสมน้ำเสียก่อน จึงค่อยเขียนด้วยน้ำยาหรดาล ทำเช่นเดียวกับ ขั้นตอนที่ 7 เรื่อยลงมาถึงการรดน้ำก็จะได้ภาพสมบูรณ์
กลุ่มงานช่างเขียนและช่างลายรดน้ำ

 

      ช่างเขียน เป็นหนึ่งในบรรดาช่างสิบหมู่ ช่างเขียนนับว่าเป็น แม่บทแบบแผน หรือหัวใจของการดำเนินงานสร้างผลงานศิลปะ ของช่างแขนงต่างๆ มาตั้งแต่สมัยโบราณ เพราะในการทำงาน ช่างต้องอาศัยการวาด การเขียน การกำหนดรูปแบบ หรือร่างแบบ เค้าโครงก่อน แล้วจึงนำไปปฏิบัติงานจริงในงานศิลปะเกือบทุกแขนง

      ลักษณะของงานนั้น เป็นแบบประเพณีหรืออุดมคติ คนโบราณนิยม เขียนภาพเป็น พุทธบูชาตามผนัง โบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญนี้เรียกว่า จิตรกรรมฝาผนัง และเขียนไว้ตาม สมุดไทยหรือบนผ้าพระบฎอีกด้วย

ช่างลายรดน้ำ เป็นงานปราณีตศิลป์ทางด้านตกแต่งอย่างหนึ่ง ซึ่งมีรูปแบบและการทำสืบเนื่องกันมาแต่โบราณ งานช่างลายรดน้ำ จัดเป็นงานช่างศิลป์ประเภทหนึ่งซึ่งรวมอยู่ในหมู่ช่างรัก อันเป็นช่างหนึ่ง ในงานช่างสิบหมู่

      คำว่าลายรดน้ำ หมายถึง การเขียนลวดลายหรือรูปภาพ ให้ปรากฎเป็น ลายทอง ด้วยวิธีการปิดทอง แล้วเอาน้ำรด เพื่อให้เกิดเป็นลวดลาย ตามที่ต้องการ

      ลักษณะพิเศษของลายรดน้ำ คือ มีกรรมวิธีในการเขียนผิดแผก แตกต่างไปจากงานจิตรกรรมทั่วไป ที่ใช้หลายสีหรือแม้แต่งานจิตรกรรม ประเภทเอกรงค์เองก็ตาม ที่เป็นเช่นนี้เพราะ การเขียนลายรดน้ำ จะใช้น้ำยาหรดาล เขียนลงบนพื้นซึ่งทาด้วยยาง ที่ได้จากต้นรัก เมื่อเขียนลาย เสร็จแล้วจึงเช็ดรักแล้วปิดทอง

      งานช่างลายรดน้ำ เป็นงานประณีตศิลป์ที่มีความสำคัญมาก สำหรับ ตกแต่งสิ่งของเครื่องใช้ทั้งของชาวบ้าน เครื่องใช้ในพุทธศาสนา ตลอดไปจนถึงในส่วนที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ ที่มีหลักฐานปรากฎมา ตั้งแต่กรุงสุโขทัยเป็นราชธานี

      งานช่างแขนงนี้ จึงเป็นมรดกทางศิลปกรรมที่มีคุณค่ายิ่งของไทย มีเอกลักษณ์โดดเด่น เฉพาะตัวทั้งวิธีการเขียนลวดลาย การเขียนและ การใช้เส้น การปิดทอง สีสันที่อ่อนช้อยนุ่มนวลแสดงให้เห็นถึง จินตนาการของช่างไทย แต่ละยุคสมัยสะท้อนความเป็นอยู่ของสังคม ขนบธรรมเนียมประเพณีของไทยในอดีตเป็นอย่างดี

 

งานจิตรกรรมไทยบนฝาผนัง

Posted by สยามไม้แกะสลัก thai woodcarving

 

 

   เป็น clip video สั้น ๆ เบี้องหลัง การทำฉากตำนานพระนเรศวรมหาราช ทางฝั่งพม่า เห็นความโอฬารสมจริง ไม่ทราบรายละเอียด และขั้นตอนการปิดทอง และการปัดทอง แต่ก็มีวิธีการทำงานหลากหลายแบบ รวมทั้งวัสดุที่นำมาใช้ บทความวันนี้จะพูดถีง งานช่างเขียน (งานจิตรกรรมไทยบนฝาผนัง) ได้รับความ เอื้อเฟื้อข้อมูลจาก

สถาบันศิลปกร กรมศิลปากร
ส่วนช่างสิบหมู่

  •  ออกแบบและเขียนแบบ เรื่องราวที่นิยมนำมาเขียนบนฝาผนัง จะเป็นฝาผนังของโบสถ์ วิหาร พระระเบียง วิหารคด พระที่นั่ง หอพระ หอไตรหรือหลังบานประตูหน้าต่าง ล้วนแล้วแต่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับศาสนาพุทธเป็นหลัก เป็นต้นว่า ทศชาติ นอกจากนี้ก็มีรามเกียรติ์เป็นสำคัญ เรื่องราวต่าง ๆ เหล่านี้ได้แฝงไว้ซึ่งขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมของไทยในยุคที่มีการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนัง โดยออกแบบและเขียนแบบในลักษณะที่เราเรียกว่าการมองภาพแบบตานกบิน ในการร่างแบบ ควรร่างบนกระดาษร่าง หรือกระดาษบรู๊ฟเสียก่อน
  • ทำแบบปรุ นำแบบที่ได้ร่างไว้และปรับลายจนเรียบร้อยดีแล้ว มาทำแบบปรุโดยใช้กระดาษไข เบอร์
    70-75 แกรม วางทับลงไปบนแบบที่ได้ร่างไว้แล้ววางซ้อนใต้แบบอีก 2-3 แผ่น ลงมือปรุแบบ โดยใช้เข็มปรุแบบจนแล้วเสร็จ ตรวจดูความเรียบร้อย ไม่หลงลืม โดยเช็คดูจากแผ่นกระดาษไขบนแบบร่าง ในการยึดแบบร่างกับกระดาษไข เพื่อกันไม่ให้เคลื่อนขณะปรุแบบใช้แม็กเย็บกระดาษเย็บโดยรอบแบบ เสร็จดีแล้วจึงค่อยเอาแม็กเย็บกระดาษออก

  • เตรียมพื้นผนัง ก่อนลงมือเขียนฝาผนังที่เป็นปูน ต้องประสะ (ชโลม) ผนังที่จะเขียนภาพหลาย ๆ ครั้ง โดยใช้น้ำใบขี้เหล็ก เมื่อผนังแห้งดีแล้ว ใช้ขมิ้นชันสดทดลองขีดบนผนังดู ถ้าเป็นสีแดงแสดงว่าผนังยังมีความเค็มต้องประสะอีก จากนั้นทดลองขีดดูถ้าเป็นสีเหลืองของขมิ้นแสดงว่าผนังนั้นหมดความเค็มแล้ว เตรียมการลงพื้นโดยใช้ดินสอพองผสมกับแป้งเปียกที่ทำจากเม็ดมะขาม (นำเม็ดมะขามไปคั่วจนเปลือกร่อนออกแล้วนำไปต้มจนเปื่อย เป็นแป้งเปียก) ทาลงบนฝาผนังให้ทั่วอย่าให้หนาเกินไปผึ่งไว้จนแห้งดีแล้ว ขัดด้วยกระดาษทรายละเอียดให้เรียบ ใช้สีขาว (สีฝุ่นขาว) ทาด้วยแปรงให้ทั่วอีกครั้งหนึ่ง

  • ลูบฝุ่นโรยแบบ นำแบบที่ปรุไว้เรียบร้อย ทาบลงบนฝาผนังที่ได้เตรียมพื้นไว้แล้วใช้ลูกประคบขาว-ดำ ลูบไปบนแบบปรุจนทั่ว เอาแบบปรุออก ฝาผนังจะปรากฎเป็นรอยประอันเกิดจากลูกประคบขาว-ดำ

  • ระบายสี ให้เริ่มระบายสีที่เป็นแบล็กกราวด์ หรือองค์ประกอบของภาพเสียก่อน ไม่ว่าจะเป็นทิวทัศน์ โขดเขา ก้อนหิน พื้นดิน น้ำ ต้นไม้ ท้องฟ้า ตลอดจนอาคารบ้านเรือน วิมาน ฯลฯ หลังจากเสร็จแล้ว จึงค่อยระบายตัวภาพ โดยใช้สีฝุ่นสีต่าง ๆ

  • ทายางมะเดื่อ ไม่ว่าจะเป็นส่วนใดของภาพก็ดี ถ้ามีที่ที่จะต้องปิดทองคำเปลวให้ใช้รงทองระบายในส่วนที่จะปิดทองเสียก่อน เพื่อให้สังเกตุได้ง่ายจะได้ไม่หลงลืมและทำให้พื้นที่บริเวณที่จะปิดทองเรียบเสมอกัน จากนั้นทาด้วยยางมะเดื่อโดยทาให้ทั่วในส่วนที่จะปิดทอง พอยางมะเดื่อที่ทาไว้หมาดก็ลงมือปิดทอง (ยางมะเดื่อเป็นยางที่ได้จากต้นมะเดื่ออุทุมพร ใบจะเล็กเรียวกว่า และไม่หยาบเหมือนมะเดื่อทั่วไป)

  • ปิดทองคำเปลว เปิดกระดาษเปลือกทอง แล้วปิดคว่ำลงไปให้แผ่นทองปิดทับลงบนยางมะเดื่อ ระวังอย่าให้เปลือกทองที่เป็นกระดาษติดบนยาง จะทำให้ปิดทองไม่ติด พอปิดทองทั่วดีแล้วใช้นิ้วมือแตะแผ่นทอง ซ่อมในส่วนที่มีรอยให้เรียบร้อย แล้วกวดทองให้เรียบ โดยจะใช้นิ้วมือหรือสำลีคลึงให้เป็นก้อนกวดอีกที ทั้งนี้เพื่อเก็บเศษทองหรือเกสรของทองออกให้หมด

    พู่กัน

  • ตัดเส้น ใช้พู่กันขนาดเล็กตัดเส้นสีต่าง ๆ โดยทำการตัดเส้นไม่ว่าจะเป็นองค์ประกอบต่าง ๆ ของภาพหรือตัวภาพตลอดจนลวดลายต่าง ๆ รวมทั้งที่ที่ได้ปิดทองไว้โดยในส่วนที่ปิดทองให้ใช้สีแดงชาดทั้งหมดเน้นเส้นที่เป็นเค้าโครงที่สำคัญ ๆ ด้วยสีดำ

อุปกรณ์ที่ใช้ในการเขียนภาพจิตรกรรมไทย

  • พู่กัน 
  • แปรง 
  • เปลือกต้นกระดังงาไทย 
  • รากลำเจียก 
  • ดินสองเหลือง (ทำจากดินเหลืองหรือดินกิน ลักษณะเป็นดินดานที่มีเนื้อละเอียดนุ่มแต่แข็งกว่าดินสอพอง
  • ลูกประคบดำและขาว 
  • น้ำกาวยางมะขวิด (ยางกระถิน ARABIC GUM) 
  • ยางมะเดื่อ 
  • เข็มปรุแบบ 
  • สำลีอย่างดี 
  • ทองคำเปลว 100 % 
  • ใบมีด (ใช้ขูดทอง
  • สีฝุ่น สีต่าง ๆ อัตราส่วน 3 ต่อ 1 ( สี 3 ส่วน ต่อ น้ำกาว 1 ส่วน)

ช่าง แกะสลักไม้

Posted by สยามไม้แกะสลัก thai woodcarving

 

Thai Carver - ช่าง แกะสลักไม้

 

 

 

สถาบันศิลปกร กรมศิลปากร
ส่วนช่างสิบหมู่

งานช่างแกะสลักเป็นงานช่างไทยที่มีมาแต่โบราณ งานศิลปกรรมที่เกี่ยวกับการแกะสลักไม้มักรวมเรียกว่า เครื่องไม้จำหลัก นับว่าเป็นงานศิลป์ไทยที่อยู่เคียงคู่กับชาติไทยมาช้านาน ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ แต่ไม้เป็นวัตถุที่เสื่อมสลายดังนั้นศิลปะที่ทำด้วยไม้ดังกล่าวจึงไม่เหลือ ให้เป็นหลักฐานในปัจจุบัน

 

 

 

 

สมัยสุโขทัย

สมัยสุโขทัย ราวพุทธศตวรรษที่ 19 – 20 งานศิลปกรรมแกะสลักปรากฏให้เห็นในลักษณะงานต่าง ๆ เช่น ใช้เป็นส่วนประกอบโบสถ์ วิหาร อาคาร สถาปัตยกรรมซึ่งมีการแกะสลัก ประดับอาคารอย่างวิจิตรงดงาม แต่ด้วยกาลเวลาล่วงเลย จึงเสื่อมสภาพ ผุพัง 1 สูญหายไป แต่ที่มีเหลือให้พอศึกษาได้ก็เห็นจะได้แก่บานประตูพระปรางค์ วัดพระศรีมหาธาตุ เมืองเชลียง อำเภอ สวรรคโลก ซึ่งขณะนี้อยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จังหวัดพิษณุโลก

Read more…


Page 3 of 3«123