บ้าน ๑๐๐ อัน ๑๐๐๐ อย่าง

Posted by สยามไม้แกะสลัก thai woodcarving


พระพิฆเนศทรงช้างเอราวัณที่ บ้าน ๑๐๐ อัน ๑๐๐๐ อย่าง

source: นิตยสาร อสท

บ้าน ๑๐๐ อัน ๑๐๐๐ อย่าง ตั้งอยู่ที่ตำบลหารแก้ว อำเภอหางดง ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ ๑๗ กิโลเมตร เป็นอาคาร ๓ หลัง ที่ได้ดัดแปลงเป็นเรือนไทยล้านนา เป็นเรือนอนุรักษ์ของโบราณ เครื่องปั้นดินเผา ไม้แกะสลัก อันเป็นมรดกล้ำค่าของล้านนา โดยแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน คือส่วนหน้าเป็นสถานที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์หัตถกรรม และส่วนหลังเป็นที่ตั้งศิลปหัตถกรรมอันทรงคุณค่าหายากชิ้นเอก ๆ จำนวนมากกว่า ๑,๐๐๐ ชิ้น จัดแยกประเภทและตกแต่งอย่างสวยงาม เป็นเสมือนพิพิธภัณฑ์ที่เปิดให้ผู้สนใจเข้าเยี่ยมชม และมีผู้บรรยายให้ความรู้ประกอบด้วย

ผลงานศิลปหัตถกรรมเหล่านี้ อาจารย์ชรวยได้เริ่มสะสมมาเป็นเวลากว่า ๒๖ ปี หลังจากที่เลิกจากอาชีพครูแล้ว และหันมาสะสมงานศิลปหัตถกรรมแทน โดยเฉพาะงานแกะสลักไม้อันวิจิตรตามหมู่บ้านล้านนา ด้วยวิธีการซื้อหาและจ้างแกะสลัก งานทุกชิ้นอาจารย์ชรวยจะเก็บรายชื่อ เรื่องราว และประวัติของช่างแกะสลักไว้ หัตถกรรมเหล่านี้มีตั้งแต่ขนาดเล็กจนถึงขนาดใหญ่ งานแต่ละชิ้นจึงเป็นงานแกะสลักด้วยฝีมือชั้นครูและหาชมได้ยาก

งานศิลปหัตถกรรมที่มีมากที่สุดในบ้าน ๑๐๐ อัน ๑,๐๐๐ อย่าง ก็คือ การแกะสลักช้าง ซึ่งเป็นที่นิยมกันมากของชาวล้านนา จนมีกลุ่มผู้เชี่ยวชาญในการแกะสลักช้างที่มีลักษณะโดดเด่นเฉพาะตัว มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป คือ ช่างเพชร วิริยะ หรือสล่าเพชรแห่ง บ้านจ๊างนักที่มีผลงานอยู่ในบ้าน ๑๐๐ อัน ๑๐๐๐ อย่าง หลายชิ้น เช่น ช้างขนาดใหญ่เชือกเดียวและช้างหลายเชือกในอิริยาบถต่าง ๆ กัน แต่ละชิ้นนับเป็นสุดยอดของงานฝีมือทั้งสิ้น

งาน ชิ้นสำคัญที่สุดในบ้าน ๑๐๐ อัน ๑๐๐๐ อย่าง ที่ผู้คนสนใจกันมาก คืองานแกะสลักพระพิฆเนศทรงช้างเอราวัณขนาดใหญ่ ประกอบด้วยองค์พระพิฆเนศประทับนั่งบนหลังช้างสามเศียร มีบริวารแวดล้อม ๘ เชือก อาจารย์ชรวยเล่าว่า ตามปกติพาหนะของพระพิฆเนศคือหนู แต่ครั้งนี้ได้ขอยืมพาหนะของพระอินทร์คือช้างเอราวัณมาทรงเพื่อออกรบปกป้อง เมืองเชียงใหม่จากภยันตรายทั้งปวง ผู้แกะสลักศิลปหัตถกรรมชิ้นนี้คือช่างเพชร วิริยะ หรือสล่าเพชรแห่ง บ้านจ๊างนัก ใช้เวลาในการแกะสลัก ๒ ปี โดยจะขึ้นอยู่กับอารมณ์เป็นสำคัญ ไม้ที่ใช้แกะสลักเป็นไม้สัก ซึ่งจมอยู่ในดินลึกจังหวัดลำพูน เมื่อมีการก่อสร้างจึงได้พบไม้ชิ้นนี้ มีอายุไม่ต่ำกว่า ๕๐๐-๖๐๐ ปี เส้นผ่าศูนย์กลาง ๑ เมตร สูง ๓-๔ เมตร เป็นการแกะสลักไม้ในรูปแบบที่เหมือนจริง โดยเฉพาะสรีระทรวดทรงของช้างที่สง่างามมีชีวิตชีวา ทั้งยังลงลึกไปถึงรายละเอียดของรอยยับย่นบนผิวเนื้อ เส้นขน ขนตา อันเป็นงานที่สล่าเพชรเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ

งานแกะสลักชิ้นนี้ได้นำมาตั้งแสดงที่บ้าน ๑๐๐ อัน ๑๐๐๐ อย่าง เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๙ เสียค่าแรงในการแกะสลักเป็นเงินทั้งสิ้น ๓๕๐,๐๐๐ บาท มีผู้มาชมหลายท่านต้องการจะซื้อไปครอบครอง และครั้งสุดท้ายมีนักธุรกิจจากภูเก็ตขอซื้อเป็นเงินถึง ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท แต่อาจารย์ชรวยก็ไม่ยอมขาย เพราะคิดว่าศิลปหัตถกรรมชิ้นนี้สมควรอยู่เป็นสมบัติให้คนไทยได้ชมและศึกษา มากกว่า ยิ่งกว่านั้นยังเชื่อว่า พระพิฆเนศทรงช้างเอราวัณชิ้นนี้ศักดิ์สิทธิ์ สามารถช่วยขจัดปัญหาต่าง ๆ ที่พานพบได้หลายครั้ง

งานแกะสลักอีกชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจเช่นเดียวกัน คือช้างกับหญิงสาว ซึ่งแกะสลักได้เหมือนจริงที่สุด อาจารย์ชรวยได้รับความบันดาลใจมาจากภาพผู้หญิงฝรั่งถ่ายภาพกับช้าง จึงนำความคิดนี้มามอบให้สล่าเพชรเป็นผู้แกะสลัก สล่าเพชรได้แกะสลักรูปช้างอย่างมีชีวิตชีวา

ท่านจะพบกับสิ่งที่ไม่เคยเห็น
ท่านจะเห็นกับสิ่งที่ท่านไม่เคยคิด
ท่านจะคิดกับสิ่งที่ท่านไม่คาดฝัน
ท่านจะพบกับสิ่งที่น่าอัศจรรย์ที่สุด

บ้าน 100 อัน 1,000 อย่าง
เป็นแหล่งท่องเที่ยวด้านการอนุรักษ์ศิลปหัตถกรรมที่หลากหลาย เป็นแหล่งรวบรวมภูมิปัญญาท้องถิ่นของล้านนา ตั้งอยู่ริมถนนสายเชียงใหม่-ฮอด ห่างจากที่ว่าการอำเภอไปทางทิศใต้ 3 กม. อยู่ในบ้านป่าแงะ หมู่4 ต.หารแก้ว อ.หางดง
ติดต่อที่คุณ ชรวย ณ สุนทร เลขที่ 255/4 โทร:053 355819,822649, 09 850-0126
ตำบลตำบลหารแก้ว อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่

บ้านจ๊างนัก

Posted by สยามไม้แกะสลัก thai woodcarving

พิพิธภัณฑ์บ้านจ๊างนัก

พิพิธภัณฑ์บ้านจ๊างนัก

source: www.baanjangnak.com

ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2528 โดย สล่าเพชร วิริยะซึ่งได้รวบรวมเพื่อนฝูง ตลอดจนลูกศิษย์ลูกหา ช่างแกะสลักฝีมือดีและมีความรักในศิลปะการแกะสลัก ไม้แบบล้านนามารวมตัวกันจัดตั้ง กลุ่มแกะสลักขึ้นมา

เมื่อ ปีพ.ศ.2531 คุณลุงประยูร จรรยาวงศ์ (2458) คอลัมน์นิสต์ชื่อดังแห่งหนังสือพิมพ์ ไทยรัฐในขณะ นั้น ได้ให้เกียรติ มา เยี่ยม เยือน พร้อมกับตั้งชื่อบ้านว่า “บ้านจ๊างนัก” อันหมายถึงบ้านที่มีช้าง เยอะแยะมากมาย

บ้าน จ๊างนัก ได้มีการพัฒนารูปแบบการแกะสลักช้าง ช้างไม้แกะสลัก จากเดิมที่ช่างแกะจะมีการแกะสลักแบบ ตายตัว รูปแบบจะซ้ำกัน มาเป็นการแกะสลักช้างที่ดูมีชีวิตชีวา มีท่าทางท่วงทำนองที่เหมือน ช้างจริง ๆ ซึ่งนับเป็นแห่งแรกที่มีการแกะสลักช้าง รูปแบบนี้

บ้าน จ๊างนัก ยังเป็นแห่งแรกที่มีการทดลองนำวัสดุใหม่ๆที่หาได้ในท้องถิ่นมาทด แทนวัสดุเดิม ที่ี่นับวันมีแต่จะหายากมากขึ้น เช่น มีการนำเอาไม้ขี้เหล็กมาทดแทนไม้สัก
ซึ่งประโยชน์เพียงอย่างเดียวของไม้ขี้เหล็ก ในสมัยก่อน คือนำมาทำเป็นเชื้อเพลิงเท่านั้น และผลที่ได้จากการนำมาแกะสลักพบว่า ไม้ขี้เหล็กเป็นไม้เนื้อแข็งมากการแกะค่อน ข้างยากกว่าไม้สัก แต่ผลงานที่ออกมาจะสวยงาม และสีเป็นธรรมชาติ

นอก จากการทดลองเรื่องของไม้แล้ว ยังมีการนำเอาภูมิปัญญาชาวบ้านที่สืบทอด กันมามาประยุกต์ใช้ กับงานแกะสลัก นั่นก็คือ นำเอาลูกมะเกลือที่ใช้ในการย้อมผ้า มาย้อมสีไม้ซึ่งก็ให้สีที่เป็นธรรมชาติและ ไม่มีสารพิษตกค้างเป็นอันตราย ต่อมนุษย์ และสิ่งแวดล้อม

เมื่อ ปี พ.ศ. 2546 บ้านจ๊างนัก ได้รับการบรรจุให้เป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น สังกัด เอกชน ยังผลให้เป็นที่รู้จัก กันอย่างแพร่หลายในหมู่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและ ชาวต่างประเทศ ที่มีความสนใจในศิลปะแขนงนี้  นอกจากนี้ หนึ่งในความภาคภูมิใจของสล่าบ้านจ๊างนักทุกคนคือการที่เป็นส่วนหนึ่ง ของการทำให้ผู้คน ได้เกิดความรัก หวงแหน และ ตระหนักถึงความสำคัญ และปัญหาของ ช้างไทยในปัจจุบัน และร่วมกันอนุรักษ์ช้างไทยให้อยู่คู่กับคนไทยอีกนานเท่านาน

พิพิธภัณฑ์ บ้านจ๊างนัก
Baan Jang Nak : A Museum of Elephant Wood Carvings

56/1 หมู่ 2 ต. บวกค้าง อ. สันกำแพง จ. เชียงใหม่
โทร / แฟกส์ . 053-446891
www.baanjangnak.com
email : yingfoto@hotmail.com

 

 

 

โรงเรียนสอนแกะสลักไม้

Posted by สยามไม้แกะสลัก thai woodcarving

โรงเรียนสอนแกะสลักไม้

รู้จักสล่า ผู้สืบสานศิลปะล้านนา

สล่า นั้นมีประวัติความเป็นมายาวนาน โดยในสมัยที่จิตใจมีคุณค่ามากกว่าเงิน สล่าถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่มีคนนับหน้าถือตา ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 7 ประเภทใหญ่ๆ คือ งานแต่งแต้มจะเป็นสล่าที่วาดรูป งานแกะสลักซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการแกะสลักไม้ งานปั้นดิน งานทอผ้า งานต้องสลุงก็คือการดุนโลหะ งานต้องกระดาษจะเป็นการตัดตุง ทำโคมในงานพิธีต่างๆ งานสานขัดคืองานจักสานประเภทต่างๆ

สำหรับสล่านั้นเมื่อมีชื่อเสียง อาทิ "สล่าแกะสลัก"หากแกะสลักไม้ได้งดงามวิจิตรตระการตา ก็จะเป็นที่ร่ำลือกระฉ่อนไปยังหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลออกไป บางคนโด่งดังไปไกลถึงภูมิภาคอื่นๆ

โรงเรียนสล่าแกะสลักแห่งแรกของเมืองไทย

อาจารย์คำอ้าย เดชดวงตา หรือ สล่าคำอ้าย ชื่อนี้ในแวดวงสล่าต่างรู้กันดีว่านี่คือหนึ่งในยอดสล่าแห่งยุคโลกาภิวัตน์

อาจารย์คำอ้าย วัย 59 ปี นับเป็นสล่าแกะสลักที่มีฝีมือในระดับหาตัวจับยาก ซึ่งนอกจากจะทำในอาชีพที่ตนเองรัก และสร้างสรรค์ผลงานออกมามากมายและต่อเนื่อง อาจารย์คำอ้ายยังได้เปิดโรงเรียนสอนแกะสลักแห่งแรกของภาคเหนือขึ้น หรืออาจจะเรียกว่าเป็นโรงเรียนสล่าแกะสลักที่สอนกันอย่างมีแบบแผนแห่งแรกในเมืองไทยก็ว่าได้

สำหรับโรงเรียนสล่าแกะสลัก เปิดสอนเด็กรุ่นใหม่รวมถึงผู้ที่สนใจจะเรียนแกะสลักให้ได้รับความรู้กัน โดยการเปิดโรงเรียนครั้งนี้อาจารย์คำอ้ายไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เป็นธุรกิจ จะเห็นได้จากการคิดค่าบำรุงการศึกษาเพียง 2,000 บาทต่อการฝึกสอนจนสามารถแกะสลักได้ ซึ่งระยะเวลาส่วนใหญ่จะอยู่ที่ประมาณ 1 ปีขึ้นไป

ที่เรามาเปิดเป็นโรงเรียนสอนแกะสลักที่ จังหวัดเชียงใหม่นี้ จุดประสงค์ไม่ได้ต้องการกำไรเพราะคิดค่าบำรุงการศึกษาเพียงคนละ 2,000 บาทต่อการสอนจนสามารถแกะสลักได้ตามต้องการที่เราสามารถทำอย่างนี้ได้ส่วน หนึ่งเราได้รับความช่วยเหลือจากองค์กรต่างๆทั้งของรัฐและเอกชน ซึ่งทำให้เราสามารถดำรงจุดมุ่งหมายแต่เดิมไว้ได้คือต้องการร่วมสืบทอด วัฒนธรรมและศิลปะให้คงอยู่ เพราะสมัยก่อนคิดน้อยใจถึงพ่อครูแม่ครูว่าหวงวิชา ไม่ยอมสอนให้หมด ทำให้พอถึงจุดที่เราเป็นสล่าเองและพอจะมีวิชาสามารถถ่ายทอดให้กับคนที่สนใจ ได้ ก็เลยทำ และนักเรียนที่นี่เราสอนให้ไม่รู้สึกว่าได้รับความรู้อย่างเดียว แต่ในเวลาเดียวกันต้องพร้อมจะสืบทอดงานศิลป์และสอนให้คนอื่นๆต่อไปด้วยหรือ เรียกว่าสอนให้เป็นครู


การเรียน ช่างแกะสลักไม้ แบ่งได้เป็น 5 ขั้นตอน

ขั้นตอนแรกจะเรียนในเรื่องของการบากเหลี่ยมหรือการลบเหลี่ยม โดยจะฝึกให้ลบเหลี่ยมหรือเปลี่ยนรูปทรงของไม้ที่จะทำการแกะ อย่างเช่น การทำสี่เหลี่ยมให้เป็นวงกลม จากวงกลมทำให้เป็นหกเหลี่ยม แปดเหลี่ยม สิบสองเหลี่ยม พอเสร็จแล้วก็มาถึงขั้นตอนการลบเหลี่ยมจากเหลี่ยมใหญ่เป็นเหลี่ยมเล็กหรือลบ ให้เป็นรูปทรงกลม
จากนั้นก็เป็นขั้นตอนของการทำให้ไม้เกลี้ยงเกลาและโค้งเว้าตามต้องการ เสร็จแล้วจึงเริ่มลงรายละเอียด ซึ่งถือได้ว่าเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่ทำให้ไม้เกิดความสวยงาม เช่น ทรงนูนสูง รูปทรงสัตว์หรือคน พอได้เป็นรูปทรงที่ต้องการแล้วก็จะต้องใส่ชีวิตหรืออารมณ์ให้กับไม้แกะสลัก ชิ้นนั้น เพื่อให้เกิดความงดงามสมจริงที่สุด

หากถามว่าจบออกไปแล้วจะได้เป็นสล่าเลยรึเปล่า ตรงนี้ตอบได้เลยว่ามันแล้วแต่บุคคล เพราะอาชีพสล่ามันไม่ใช่แค่การเรียนแกะสลักหรือสามารถแกะสลักได้แล้วจะได้ เป็นสล่าหรือเรียกว่าสล่าได้เลย แต่จะต้องอาศัยระยะเวลาบวกความชำนาญในวิชาชีพและการเป็นสล่าจะต้องฝึกฝนตน เองไปพร้อมๆกับการพัฒนาฝีมือของตนเองด้วย ส่วนใหญ่อาจารย์จะแกะสลักเกี่ยวกับวิถีชีวิตความเป็นคนเมืองของตัวเอง แต่จะดัดแปลงให้มันร่วมสมัย หรือจะเป็นนามธรรมหรือการแกะรูปที่เกี่ยวกับจิตใต้สำนึกก็ชอบ

"ส่วนในอนาคตที่คิดเอาไว้อยากจะเปิดสอนแกะสลักให้กับคนต่างชาติที่สนใจจะ เรียน เพราะมองว่าการแกะสลักถือได้ว่าเป็นการสร้างงานศิลป์รูปแบบหนึ่ง และในเมื่อศิลปะไม่มีพรมแดนก็เลยไม่อยากจะปิดกั้นเชื้อชาติ อยากจะถ่ายทอดศิลปะของเราให้กับชาวต่างชาติได้รู้ว่าเมื่อก่อนเรามีอารยธรรม อย่างไร และมาถึงปัจจุบันเราสามารถรักษาอารยธรรมของเราพร้อมๆกับกาลเวลาที่เปลี่ยนไป ได้อย่างไร"อาจารย์คำอ้ายกล่าวทิ้งท้าย


โรงเรียนสอนแกะสลัก นำทีมการสอนโดยอาจารย์คำอ้าย เดชดวงตา(สล่าแห่งล้านนา) ตั้งอยู่ที่สำนักงานองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) ถนนแก้วนวรัฐ ตำบลวัดเกต อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โทร.0-5324-9349

ช่างแกะสลักล้านนา -สล่า วารินทร์

Posted by สยามไม้แกะสลัก thai woodcarving

ช่างแกะสลักล้านนา
ช่างแกะสลักล้านนา -สล่า วารินทร์

เพลินใจกับไม้แกะสลัก

บางคนอาจต้องใช้เงินซื้อความสุข แต่สำหรับดิฉัน ความสุขคือการได้แกะสลักไม้

ดิฉัน เป็นคนเชียงใหม่ และเกิดในบ้านช่าง จึงคุ้นเคยกับเรื่องไม้และเห็นเป็นกิจวัตร พอโตจนเรียนปวช.ก็เลยเลือกวิชาช่างเคหภัณฑ์ (ช่างไม้) ทั้งห้องมีผู้หญิงแค่ 2 คน ส่วนที่เหลือเป็นผู้ชาย พอดีตอนนั้นอาจารย์บุญรัตน์ ณวิชัย ซึ่งเป็นครูผู้สอนเพิ่งจบเพาะช่างมาใหม่ๆก็สอนวิชาหัตถกรรมเครื่องไม้ มีดรออิ้ง มีอะไร คือสอนวิชาช่างไม้ในเชิงศิลปะ เราเรียนก็รู้สึกชอบ ประทับใจ

พอเทอมต่อมาครูก็แจกไม้ชิ้นเล็กๆให้ทุกคน แกะสลักให้ซื้อสิ่วคนละตัว แต่ดิฉันเลือกซื้อสองตัวต่างขนาดกัน เพราะอยากลองทั้งสองแบบ พอแกะก็งานออกมาค่อนข้างดี และตอนทำก็รู้สึกสนุกมากพอทำเสร็จครูก็เอาชิ้นงานของแต่ละคนมาต่อเป็นโคมไฟ ใหญ่ๆ ตอนนี้ครูยังเก็บไว้ กลับไปดูทีไรก็ยังนึกถึง และรู้ว่าชิ้นไหนของเรา แต่พอจบปวช. ก็กระเถิบไปอีกสเตป ไปเรียนทางออกแบบผลิตภัณฑ์เรียนจบก็มาทำงานด้านเครื่องมือวิทยาศาสตร์ในห้อง ปฏิบัติการซึ่งต้องใช้ความรู้ทั้งสองเรื่อง คือทั้งเรื่องเฟอร์นิเจอร์และการออกแบบผลิตภัณฑ์

พอ ทำๆไปรู้สึกขัดแย้งในตัวตลอดเวลา เพราะวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องเหตุผล แต่งานศิลปะเป็นเรื่องความรู้สึก ทำมา 6 ปี การงานเริ่มดี แต่ตัวเองกลับเป็นทุกข์ รู้สึกอยากทำอะไรที่รักบ้าง พอเครียดกับงานวิทยาศาสตร์มากๆ กลับบ้านก็จะชอบนั่งทำงานประดิษฐ์ เพราะสิ่งเหล่านี้เอามาใช้ในงานไม่ได้เลย ก็ไปหาเรื่องเรียนเปเปอร์มาเช่ ปั้นดิน ลงรักปิดทอง ทำเครื่องประดับศิลาภรณ์ อะไรก็ได้ที่ทำให้รู้สึกว่าฉันยังไม่ทั้งตรงนี้ไป พยายามหาอะไรเติมให้ตัวเองตลอด แต่ก็ยังรู้สึกเหมือนค้นไม่พบ

จน ได้กลับบ้านแล้วไปเยี่ยมอาจารย์บุญรัตน์ ครูก็เอางานที่เคยทำสมัยเรียนมาวาง ถามว่าจำได้มั้ย เราก็บอกจำได้ๆ และมองหาชิ้นงานของเรา พออีกวันก็กลับมาบอกครูว่าอยากเรียนแกะสลัก อยากทำอะไรที่เป็นความสุข รู้สึกงานไม้น่าจะเหมาะกับตัวเอง และเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านเหมือนเป็นหน้าที่ที่ต้องสืบสาน ความรู้สึกเหล่านี้มันมาพร้อมๆกัน ก็เลยบอกอาจารย์ว่าช่วยหาครูให้หน่อย

ครู ก็พาไปเยี่ยมบ้านช้างนักของสล่าเพชร เห็นแล้วก็โอย…ใช่เลย เพราะงานของครูเพชรไม่ใช่ทำเพื่อขาย แต่ทุกชิ้นเป็นงานศิลปะที่ทำด้วยใจ วันนั้นก็เลยอยู่กับแกทั้งวัน ดูงานทุกชิ้น ถามทุกอย่าง สุดท้ายขอเรียน แกก็มอง คงเห็นเราเป็นผู้หญิงตัวเล็ก ๆ… แต่เอาวะ ในเมื่อมันเอ่ยปากมา ก็สอน…และแกยังไม่เคยมีผู้หญิงมาขอเรียน ตอนเรียนก็ไม่คิดว่าจะจริงจัง คิดแค่… เออเราชอบเรียนรู้พอทำไปแล้วตอนที่ได้ตอกสิ่วลงไปบนเนื้อไม้เนี่ยมันให้ความ รู้สึกเยอะมาก รู้สึกเหมือนเราได้ชนะอะไรหลายๆอย่าง อย่างน้อยก็ชนะใจตัวเองที่คิดว่าจะเริ่มทำตรงนี้

ความที่ครูเพชรเป็นสล่าที่ชอบแกะช้าง งานชิ้นแรกของเราครูก็ให้แกะเป็นช้างตัวผู้ตัวเมียคู่กัน กลัวเราท้อแกก็ให้เลือกไม้นิ่มๆที่ไม่มีเสี้ยน ก็มาสรุปเป็นไม้ชนิดนี้ (ไม้อัด) จากนั้นก็ลองลงสี งานครูส่วนหนึ่งจะย้อมมะเกลือเป็นสีธรรมชาติ เพราะครูมีงานเชิงนูนต่ำเหมือนกัน เราก็ขอว่า ขอใส่สีอื่นๆได้มั้ย เพราะมีความรู้เรื่องสีที่เคยใช้ในงานเฟอร์นิเจอร์ พอลองทำก็เริ่มมีสไตล์ของตัวเอง

ดิฉันแกะมา 3 ปีแล้ว ช่วงปีแรกๆทุกวันศุกร์จะขับรถจากกรุงเทพฯขึ้นเชียงใหม่ พอวันเสาร์-อาทิตย์ก็ไปขลุกอยู่บ้านช้างนักของครูเพชร ทำงานเสร็จก็ฝากไว้ที่นั่น วันจันทร์ก็ขับรถกลับมาทำงาน ทำอย่างนี้อยู่ 2-3 เดือน ครูก็ยอมแพ้ใจ จนเดี๋ยวนี้ก็ยังไป แม้จะไม่ถี่เหมือนเมื่อก่อน

งาน แกะสลักส่วนใหญ่ของดิฉันเป็นงานนูนต่ำ แรกๆก็แกะช้างโดยดูจากรูปถ่าย หรือแกะตามงานของอาจารย์ จนมีโอกาสได้ไปร่วมแสดงงานนิทรรศการ ศิลปะจากปลายงวง ที่ปางช้างแม่สา ซึ่งเขาคัดเลือกจากคนที่ทำศิลปะเกี่ยวกับช้าง ให้ส่งงานคนละ 1 ชิ้น ดิฉันก็เลยทำเรื่องช้างในห้วงฮัก เป็นเรื่องความรักของคนนี่ละค่ะ แต่สื่อออกมาเป็นรูปช้าง 2 ตัว ที่แสดงออกถึงความจงรักภักดี ความผูกพัน ความสุขสันต์ และความอบอุ่น

การร่วมนิทรรศการใน ครั้งนี้ ทำให้ต้องทำงานกับช้างจริงๆ โดยเขาจะแยกเป็นโซนศิลปะจากคน และโซนศิลปะจากช้าง แต่ช้างทำงานด้วยตัวเองไม่ได้ เราต้องร่วมมือกับเขาในการเลือกสี แปรง หรือ เลือกลายเส้น การได้ขลุกอยู่กับช้างในช่วงนั้นทำให้เกิดความประทับใจ แรกๆเขาให้ลองทำกับช้างทั้ง 6 เชือก แต่ที่ประทับใจที่สุดคือ ช้างสีดอ ตัวผู้ไม่มีงาที่ชื่อ กองคำ

คนจะบอกกันว่ากองคำเป็น ช้างดื้อ แต่ดิฉันว่าเขาเป็นช้างอายุ 6 ขวบที่มีเสน่ห์ ไม่ดื้อแต่ซน เขาเป็นช้างที่คิดเองได้ ตัดสินใจอะไรเพิ่มเติมจากที่ควาญสั่งได้ อย่างปกติเราจะเห็นช้างสวัสดีหรือหมอบเพราะควาญสั่ง แต่เจ้ากองเนี่ย ชอบทำนอกเหนือประเด็นที่ควาญสั่ง หรืออย่างตอนเขียนรูปก็นอนเขียนอยู่ตัวเดียวในขณะที่ตัวอื่นนั่งเขียน บางตัวเกร็งมาก แต่กองคำไม่ นอนเขียนสบาย เวลาเล่นกับดิฉันเขาจะเอางวงมาสอดที่แขน และโหนตัวเราขึ้นไป สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ พอวางลงก็ส่งเสียงร้องดีใจ

ดิฉันจึงได้ไอเดียจากเขาเยอะมาก มีวันหนึ่งขลุกอยู่กับเขามากๆจะรู้สึกทำไมวันนี้เรามีความสุขจัง กลับมานั่งร่างงานได้ตั้ง 6 ชิ้นในคืนเดียว ปกติขั้นตอนที่ยากที่สุดคือการคิดว่าจะทำอะไร เป็นช่วงที่ช้าที่สุด แต่พอคิดได้มันจะไหล แต่คืนนั้นมาพร้อมกัน 6 ชิ้น แต่เพิ่งแกะไปได้ 3 แสดงว่าเราต้องมีความประทับใจถึงสเกตซ์ออกมาได้เยอะขนาดนี้ และภาพที่ออกมาก็จะเป็นภาพช้างที่มีความสุข เป็นภาพช้างม่วน ช้างเริง (รื่นเริง) และอื่นๆ

มาระยะหลังๆเริ่มแกะรูปผู้หญิง ด้วย อย่างผู้หญิงรำดาบ ฯลฯ และบางขณะที่นั่งแกะสลักไม้จะรู้สึกสะใจเหมือนได้พิสูจน์ว่าผู้หญิงก็ทำ อย่างนี้ได้ และมีคนยอมรับชื่นชม ทั้งยังเป็นงานที่ทำให้ได้ออกกำลัง เวลาลงไม้จริงตัวจะเปียก เหงื่อออกเต็มตัว รู้สึกสบายตัว สดชื่น เมื่อก่อนต้องไปแอโรบิก เดี๋ยวนี้ไม่ต้อง เวลาทำจะนิ่ง บางทีลืมเวลา พอหันมามองนาฬิกาอีกที โอ๊ยตีสาม พอ…นอนได้แล้ว มันเพลิน และดิฉันชอบไปปฏิบัติธรรม เวลาทำตรงนี้ก็จะกำหนดลมหายใจตามไปด้วย แกหนอ…แกะหนอ…เป็นการฝึกสมาธิที่ดีค่ะ

ทุกขั้นตอนของการทำงานจึงมีความสุข แค่เริ่มคิดเออ…วันนี้ฉันไปเจอเรื่องนี้มา อยากทำ นั่งร่างภาพ แค่นั่งคิดก็สุขแล้ว อย่างไปโรงเรียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา เจอน้องๆรำขันดอก ประทับใจมาก รู้สึกเด็กยุคใหม่ไม่ใช่จะถูกกลืนทั้งหมด เด็กที่นั่นยังรักบ้านเกิด มีการอนุรักษ์ เด็กวัยรุ่นมาเรียนฟ้อนรำ ถูกใจ ทึ่ง ก็ถ่ายรูปกลับมานั่งดูเลยทำออกมาเป็นงาน นั่งร่างจากรูป ปรับใส่เสื้อผ้าแบบคนเมืองเหนือ เพราะตอนมาซ้อมน้องเขาไม่ได้ใส่ ก็เอาหนังสือมาดูว่าคนเมืองเหนือเขาแต่งตัวอย่างนี้ เกล้าผมอย่างนี้ ใส่ตุ้มหูอย่างนี้ จับผสมผสานทำออกมาเป็นงานแกะเสร็จแล้วก็รู้สึกภูมิใจเหมือนได้ตอบแทนคุณแผ่น ดิน ได้สืบสานวัฒนธรรมล้านนา ได้ถ่ายทอดให้คนเห็นว่า วัฒนธรรมเก่าๆของบ้านเรามีค่า และเอามาผสมผสานให้เป็นงานสมัยใหม่ก็ได้

ตอนนี้รู้สึกเหมือนหาตัวเองเจอแล้ว รู้แล้วว่าทำงานนี้แล้วมีความสุข

source: www.warindesign.com

สล่าวารินทร์ จ๊างแกะสลักล้านนา

Posted by สยามไม้แกะสลัก thai woodcarving

สล่าวารินทร์

เทคนิคการทำงาน การแกะสลักไม้

หลายต่อหลายครั้งที่ผู้คนถามข้าเจ้าถึงวิธีการทำงาน คำถามที่เจอบ่อยที่สุดคงเป็น ทำอย่างไรถึงได้รูปนี้และเทคนิคแบบนี้ ? ในตอนแรกๆข้าเจ้าพยายามสาธิตให้ดู อธิบายถึงขั้นตอนและวิธีในการทำ ซึ่งที่จริงแล้วไม่ได้ประโยชน์อะไรกับการอธิบายสิ่งเหล่านั้นมากนัก เพราะเหนือกว่านั้นคือหัวใจของผลสำเร็จซึ่งก็คือ การค้นหาจนเจอวิธีแสดงรูปลักษณ์และเทคนิคที่เป็นตัวเองมากกว่า ตั้งแต่นี้ต่อไปข้าเจ้าจะตอบแก่ผู้ถามว่า เทคนิคและรูปแบบที่ได้มานั้นเกิดจากการต้องรู้ก่อนว่าชอบทำอะไร จากนั้นต้องทำๆๆ ทดลอง ๆๆ ทำใหม่ๆๆ ทำอีกๆๆ ไม่ลืมที่จะเรียนรู้จากงานของศิลปินที่ท่านชอบแต่ห้ามลอกเลียนแบบเด็ดขาด ในงานที่ท่านได้ทดลอง ทำใหม่และทำอีกอยู่นั้นแต่ละชิ้นงานจะมีส่วนที่ท่านชอบ เทคนิคที่ท่านสนุก รูปแบบที่ท่านภูมิใจรื่นไหลขณะทำ ดึงแต่ละส่วนนั้นออกมารวมเป็นชิ้นใหม่อีกครั้งแล้วครั้งเล่า ในการพยายามทำอยู่อย่างนั้น หากว่าท่านยิ่งทำยิ่งสนุก ทำเสร็จแล้วก็อยากทำอีก ชิ้นนี้ยังไม่เสร็จอยากขึ้นชิ้นใหม่อีกแล้ว ไม่นานก็จะได้มาซึ่งเทคนิคและรูปลักษณ์เฉพาะของตัวเอง และจะขอย้ำในคำตอบแก่ผู้ถามด้วยว่า ข้าเจ้าไม่เคยท้อที่จะทำ ทดลอง ทำใหม่ ทำอีก เพราะความจริงแล้วยังมีเทคนิคมหัศจรรย์เกิดขึ้นขณะที่ทำงาน รอคอยการคลี่คลายปรากฏออกมาอีกมากมายเหลือเกิน และความมหัศจรรย์นี้ไม่มีวันหมดแม้นในวันสุดท้ายของชีวิตคนทำงานศิลปะ

http://www.warindesign.com


Page 2 of 2«12